Technorati Profile Technorati Profile Joinhost.com Webhosting host hosting โฮสติ้ง โฮสต์ โดเมนเนม ทำเวบ webdesign

ติ้งค์แคมป์ เปิดช่องจิตอาสา หวังเติมคุณธรรมผ่านเว็บ

มิถุนายน 4th, 2009

<h1>hosting ,โฮสติ้ง , host , webhost, webhosting, โฮสต์ ,domainname ,โดเมนเนม ,webdesign , ทำเวบ , จัดทำเวบ , อยากทำเวบ</h1>เพิ่งจะผ่านไปเมื่อเร็วๆ นี้ สำหรับติ้งแคมป์ (THINK CAMP) ค่ายใหม่ชาวเว็บ จัดขึ้นด้วยจุดประสงค์ “ค่ายความคิด สะกิดเว็ปไทย” เปิดโอกาสให้ชาวเว็บไซต์พูดอย่างไม่จำกัดหัวข้อ ทั้งนี้ ผู้ต้องการจะขึ้นพูดต้องส่งSlide Presentationประกอบ ได้ไม่เกิน 10 แผ่นโดยผู้เสนอหัวข้อที่ได้รับคะแนนสูงสุดหัวข้อแรกจะได้รับสิทธิ์พูดในงาน และจะบรรยายสไลด์ได้ไม่เกิน10หน้า มีเวลาหน้าละ1นาที รวม10นาทีในการบรรยาย ดังนั้นรับรองได้ว่ามีแต่เนื้อ ไม่มีน้ำ และบางรายก็ใช้เวลาพูดไม่ทัน

นายาคูมิ ไตรพัฒน์กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.เอช.นิค จำกัดอธิบายว่าTHINKCAMPมาจากคำย่อของงาน2 งาน คือ 1.งานแบบUnconferencedเป็นชื่อเรียกงานสัมมนาแบบไม่เป็นทางการ ผู้ร่วมงานทุกคนมีสิทธิ์เสนอหัวข้ออะไรก็ได้เกี่ยวกับจุดประสงค์ของงาน และ2.Pecha Kuchaเป็นงานแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดสร้างสรรค์ โดยผู้ร่วมงานจะนำเอาความคิดมาเสนอ หรือความถนัดทางด้านต่างๆ มาพูดคุยโดยไม่มีการถือตัวแต่อย่างใด

นายอัครเดช พรรณาพนักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) แสดงความคิดเห็นว่า กิจกรรมนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการทำเว็บทั่วไป ผ่านการเล่าเรื่องของเว็บมาสเตอร์ ส่วนหัวข้อที่สนใจ คือ เว็บไฮไฟว์ เกี่ยวกับคนเล่นเว็บในเมืองไทยถึงเทคนิคการใส่ลูกเล่น สำหรับเหตุผลที่เลือกเพราะไฮไฟว์เป็นสังคมเว็บไซต์ใหญ่ในเมืองไทย จึงคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ กับการทำเว็บบ้างไม่มากก็น้อย

นักศึกษาคณะเทคโนโลยีสารสนเทศกล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหัวข้อที่น่าสนใจ คือ การสะกิดความคิดของคนทำเว็บและคนใช้ เนื่องจากคนทำเว็บกับผู้ใช้จะมีความคิดแตกต่างกัน โดยคนทำเว็บต้องการเสนอความคิดใหม่ๆ ขณะที่คนที่เข้ามาดูต้องการความแตกต่างจากที่คนเว็บคิดขึ้นมา ทั้งนี้ เพราะยึดติดกับรูปแบบเดิมของเว็บ อาทิ ข่าวบันเทิง โดยเลือกเฉพาะข่าวที่มีคนน่าสนใจ นอกจากนี้ ยังต้องการให้ทุกคนหันมาสนใจเว็บไซต์ไทย เช่นwww.duocore.tvเกี่ยวกับข่าวไอที ที่นำเสนอในรูปแบบวิดีโอ ผ่านการโหวต และwww.blognon.comผ่านการเสนอหัวข้อข่าวไอที เหมือนบล็อกทั่วไป เป็นต้น

อีกหนึ่งในความสนใจที่ใช้เวทีติ้งค์แคมป์เป็นช่องทางแสวงหาหนทางสร้างคุณธรรมผ่านเว็บให้กับทุกคน คือ นักศึกษาวัยเพียง 19 ปี ที่ออกหาประสบการณ์ หลังจากได้รับข่าวสารจากการประชาสัมพันธ์ของทีมงานผ่านทางเว็บไซต์

นายณัฐพล พรมักดีนักศึกษาชั้นปีที่1 มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย หนึ่งในธรรมอาสาสมัคร โครงงานเยาวชนไทย ทำดีถวายในหลวง เล่าให้ฟังว่าเป็นครั้งแรกที่มาแสดงความคิดเห็นผ่านเวทีติ้งค์แคมป์ เพราะต้องการหาอาสาสมัครเป็นทีมงานช่วยพัฒนาเว็บไซต์moralproject.netที่รวบรวมโครงการเฉลิมพระเกียรติ ทำความดีถวายในหลวง

นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น เสริมต่อว่า แนวคิดเว็บไซต์คุณธรรมดังกล่าว เป็นเว็บไซต์เปิดกว้างให้ผู้สนใจ ที่กำลังทำโครงงานเฉลิมพระเกียรติ เข้ามาเขียนบล็อก ประกอบกับใช้เว็บไซต์เป็นช่องทางในการเผยแพร่ความดี รวมถึงต่อเนื่องในส่วนของการแบ่งปันสิ่งของสำหรับผู้ที่อยากบริจาคสิ่งของด้วย

ด้านนายคำนวน แจ้งประจักษ์ผู้ประสานงาน โครงการเยาวชนไทยทำดีถวายในหลวง ให้รายละเอียดว่า จุดเริ่มต้นเว็บไซต์ดังกล่าวมาจาก พระมหาพงษ์นรินทร์ วัดสุทัศน์เทพวรารามประธานกลุ่มกัลยานมิตร เพื่อการเสริมสร้างวิถีพุทธ คิดทำโครงการเยาวชนไทย ทำความดีถวายในหลวง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ กระตุ้นให้ เด็กไทยทำความดีผ่านโครงงานคุณธรรม ตั้งแต่ปี 2549 ที่ผ่านมา รวมระยะเวลากว่า 3 ปี โดยแบ่งเป็นปี 2549 จำนวน 1,000 โครงงาน ปี 2550 จำนวน 10,000 กว่าโครงงาน และปี 2551 อีกกว่า 10,000 โครงงาน รวมทั้งสิ้นกว่า 20,000 โครงการ โดยหวังว่า จะเกิดความร่วมมือจากทุกกลุ่ม ช่วยพัฒนารูปแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจยิ่งขึ้น ขณะที่มีผู้เข้าชมมากขึ้น

ต้องการเป็นตัวกลางกระตุ้นให้ผู้สนใจคิด อยากทำไม่ใช่เฉพาะโครงงาน แต่ยังรวมถึงการโพสต์รูปาพ และกิจกรรมที่ทำความดี จิตอาสาในโรงพยาบาล หรือในวัดด้วย สำหรับผู้เข้าชมมีกว่า 4 แสนราย ยอดสมาชิกที่สมัครจำนวน 1,185 คน แบ่งเป็นกลุ่ม นักเรียน และคุณครูที่ทำโครงงาน สำหรับเป้าหมายในอนาคต อยากให้กลุ่มเยาวชนเกิดเว็บการติดต่อสื่อสาร เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายขององค์กรที่เข้ามาเสริมสร้างความดีและเปิดให้ทุกคนแสดงเรื่องราวดีๆ ขณะเดียวกัน หวังว่า จะมีผู้ทำความดีเข้ามาในเว็บแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันผู้ประสานงาน โครงการฯ กล่าว

ขณะที่สังคมประโคมข่าวเว็บไซต์ในทางลบมากขึ้น ได้แต่หวังว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างเว็บไซต์ข้างต้นจะช่วยลบาพด้านมืดออกไปได้บ้าง เพราะอย่างน้อยเว็บไซต์ก็เป็นเพียงเครื่องมือที่ผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกัน หาใช่ต้นเหตุ หรือบ่อเกิดปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม กระแสความดังที่เกิดขึ้น กลับกลายเป็นช่องว่างให้กลุ่มที่แสวงหาความไม่ชอบธรรมเกิดขึ้นบนโลกไซเบอร์เช่นเดียวกับ ผู้ใช้ที่มีทั้งใช้ในทางที่ดี และไม่ดี

ทุกวันนี้ ช่องทางการทำความดีที่เป็นตัวกลางก็เปิดกว้างแล้ว รอเพียงว่าจะเกิดแนวร่วมของผู้ใหญ่ใจดี เพื่อเป็นผลักดันให้เว็บคุณธรรมแห่งนี้ประสบความสำเร็จ หลังจากสานต่อมาแล้วกว่า 3 ปี…

เปิดใจทายาทวัชรพลรุ่น 3 กับธุรกิจใหม่ใต้รั้ว TREND VG3

มิถุนายน 4th, 2009

<h1>hosting ,โฮสติ้ง , host , webhost, webhosting, โฮสต์ ,domainname ,โดเมนเนม ,webdesign , ทำเวบ , จัดทำเวบ , อยากทำเวบ</h1>ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน ก่อให้เกิดโอกาสและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ายใต้รูปแบบการนำเสนอที่หลากหลาย ทั้งเว็บไซต์และเอสเอ็มเอสข่าว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโค ในการรับรู้ข่าวสารทุกที่ทุกเวลาอย่างแท้จริง หากจะบอกว่าวันนี้ไทยรัฐเล็งเห็นประโยชน์และความสำคัญของเทคโนโลยี พร้อมเปิดประตูสู่ธุรกิจประเทใหม่ เพื่อเป็นอาหารเสริมเพิ่มให้แก่ผู้อ่าน

คงไม่ใช่เรื่องแปลก หากชายหนุ่มวัยเพียง 28 ปี จะก้าวสู่ตำแหน่งประธานกรรมการบริหารบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่ถ้าเป็นทายาทตระกูล “วัชรพล” คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นถูกจับจ้องและกล่าวขวัญถึงมากเพียงใด วันนี้ IT Digest ได้มีโอกาสสัมาษณ์“วัชร วัชรพล” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เทรนด์ วีจี 3 จำกัดคลื่นลูกที่ 3 ของไทยรัฐ พร้อมเปิดใจถึงแนวคิดและมุมมองแบบคนรุ่นใหม่ ด้วยแนวคิดที่ต้องการต่อยอดและขยายช่องทางในการส่งข่าวสาร ให้ครอบคลุมผู้บริโคของไทยรัฐอย่างทั่วถึงทุกพื้นที่ ด้วยมุมมองต่อไปนี้…

IT Digest: จุดเริ่มต้นของบริษัทเทรนด์วีจี 3

วัชร:คำว่าเทรนด์วีจี 3 (TREND VG 3) เป็นตัวย่อจากคำว่า Thairath Electronic News Development Vacharaphol Generation 3 ถือเป็นบริษัทในเครือของบริษัท วัชรพล จำกัด สาเหตุที่เราตัดสินใจตั้งเทรนด์ขึ้น ก็เพื่อสร้างความคล่องตัวในการดำเนินงาน และโอกาสในการพัฒนาธุรกิจในอนาคต พร้อมรองรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีแนวโน้มและอัตราขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสร้างมูลค่าให้แก่ผลิตัณฑ์ที่เรามีอยู่ ให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจต่อไป

IT Digest: ธุรกิจายใต้การดำเนินงานของเทรนด์ฯ

วัชร:เทรนด์จะดำเนินธุรกิจในส่วนของนิวมีเดียและดิจิตอลคอนเทนต์ทั้งหมด โดยนำเนื้อหาจากผู้สื่อข่าวไทยรัฐมาสร้างมูลค่าเพิ่มและแสวงหาคู่ค้าทางธุรกิจ เพื่อรองรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบใหม่ คนายนอกอาจมองว่าไทยรัฐปิดกั้นตัวเอง แต่เราอยากจะบอกว่าที่ผ่านมา เราก็มองหาเพื่อนบนถนนสายธุรกิจมาโดยตลอด ด้วยความเชื่อมั่นว่าการดำเนินธุรกิจแบบมีเพื่อนร่วมทางนั้น เป็นเรื่องจำเป็นในยุคปัจจุบัน

ขณะนี้ เราออกบริการไทยรัฐ Top News เพื่อรายงานข่าวในรูปแบบของเอสเอ็มเอส สำหรับผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเครือข่ายเอไอเอส ด้วยความมุ่งหวังว่าบริการเอสเอ็มเอสข่าวของเรา จะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างครบถ้วนและครอบคลุม

IT Digest: ถือเป็นการเริ่มต้นธุรกิจ SMSข่าวที่ช้าไปหรือไม่

วัชร:เชื่อว่าเริ่มตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป เรามองว่าปัจจุบันตลาดเอสเอ็มเอสข่าวนั้นยังมีช่องว่างของผู้บริโคข่าวสารแต่ละาค ในทางกลับกัน นั่นหมายความว่าเรายังมีโอกาส หลายคนบอกว่าปีนี้เป็นปีเผาจริง ถ้าลงทุนทำธุรกิจตอนนี้ไม่มีโอกาสเติบโตแน่นอน มีแต่จะกลายเป็นศพ แต่ถ้าจะให้ผมมองาพรวมของเศรษฐกิจขณะนี้ ผมว่าเรามองได้ 2 ทาง คือ คุณจะเป็นศพ หรือคุณจะเป็นคนจัดงานศพ งานศพทำให้คนมีอาชีพมีรายได้ ทั้งสัปปะเหร่อ คนขายดอกไม้ คนทำพวงหรีด แสดงว่างานศพทำให้คนมีงานทำมีโอกาส นั่นคือสิ่งที่คุณสามารถเลือกได้เอง

พฤติกรรมของผู้บริโคในการบริโคข่าวสารเริ่มเปลี่ยนแปลง เราจึงต้องสร้างบริการที่หลากหลายและสามารถเข้าถึงผู้บริโคได้มากที่สุด ขณะเดียวกัน ก็ช่วยเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงสื่อไทยรัฐให้มากขึ้น เราไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเป็นผู้นำ แต่เราต้องการเข้าไปอยู่ทุกช่องทาง ด้วยข้อมูลที่เรามี ผมเชื่อว่านั่นคือเครื่องยืนยัน ถึงความชำนาญและเชี่ยวชาญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะงานข่าว การที่เราจะนำความชำนาญของเราออกมาใช้ จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องผิดหรือช้าเกินไป

IT Digest: ทำไมต้องเป็น SMSข่าว เมื่อไทยรัฐเป็นนสพ.ที่มียอดขายสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ

วัชร:อย่างที่บอก เราอยากให้ไทยรัฐกลายเป็นสื่อที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ทุกช่องทาง เพื่อตอกย้ำและสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโค ว่าคุณจะสามารถพบไทยรัฐได้ทุกที่และทุกช่องทาง ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าเราไม่คิด เราคิดมาโดยตลอด และเราก็พิจารณามาโดยตลอด ว่าสิ่งที่มีอยู่ในตลาดตอนนี้เป็นอย่างไร ยังขาดส่วนไหน ต้องปรับปรุงอะไร นอกจากนี้ เรายังมองถึงจุดขายที่จะช่วยสร้างความแตกต่างให้แก่บริการของเรา ด้วยศักยาพของไทยรัฐ เราเชื่อว่าเราสามารถทำได้ แต่“ถ้าทำแล้วไม่ดี เราจะไม่ทำ”ถ้าทำก็ต้องทำให้เกิดความแตกต่าง ความแตกต่างของไทยรัฐ Top News คือ การแยกข่าวเป็น 5 ูมิาค ได้แก่ กทม. าคกลาง เหนือ อีสาน และใต้

IT Digest: กลุ่มเป้าหมายของบริการไทยรัฐ Top News

วัชร:เราคิดว่าคนทุกูมิาคทั่วประเทศ สมควรได้รับข่าวสารไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่ต้องเป็นทุกูมิาค ด้วยสิทธิความเสมอาคในการนำเสนอและรับรู้ข่าวสาร เราแบ่งสัดส่วนในการนำเสนอข่าวออกเป็น 60:40 แยกเป็นการเปิดรับข่าวจากส่วนกลาง 60% และส่วนูมิาค 40% เราวางเป้าหมายทางธุรกิจไว้ที่ 50:50 เป็นการแบ่งตามพื้นที่ข่าว เชื่อว่าผู้ที่รับเอสเอ็มเอสไทยรัฐ Top News จะเป็นคนกรุงเทพฯ 50% และเป็นคนใน 4 ูมิาคเฉลี่ยกันไปอีก 50% ด้วยความมั่นใจว่าบริการเอสเอ็มเอสข่าวของเรา จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ที่มีูมิลำเนาอยู่ในต่างจังหวัดได้มากกว่าเอสเอ็มเอสทั่วไปที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพราะความรักูมิลำเนาและท้องถิ่นของคนไทย เชื่อว่าบริการของเราสามารถรองรับความต้องการในส่วนนั้นเป็นอย่างดี

IT Digest: ผลประกอบการที่ตั้งเป้าไว้

วัชร:ขณะนี้ เป็นเพียงการเริ่มต้นของธุรกิจ เราคงไม่สามารถบอกตัวเลขได้ชัดเจนนัก หากจะให้คาดการณ์ถึงตัวเลข ในตอนนี้คงบอกตัวเลขได้เป็นเฟส โดยในเฟสแรกเราตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 15-20 ล้านบาท และระยะเวลาในการคืนทุนประมาณ 3 ปี โอเปอร์เรเตอร์รายแรกที่ไทยรัฐร่วมมือ คือ เอไอเอส แต่ด้วยวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ ที่ต้องการให้บริการข่าวสารในรูปแบบของเอสเอ็มเอสข่าวนั้น ขั้นต่อไป เราอาจมองหาคู่ค้ารายอื่นมาร่วมงาน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจต่อไป

IT Digest: คิดว่าบริการไทยรัฐ Top News จะกระทบกับยอดขายของนสพ.ไทยรัฐหรือไม่

วัชร:ผมตอบได้เลยว่าไทยรัฐ Top News จะไม่กระทบกับยอดขายหนังสือพิมพ์ไทยรัฐอย่างแน่นอน เพราะเนื้อข่าวที่อยู่ในหนังสือพิมพ์นั้น มีความหลากหลายและมีรายละเอียดมากกว่ารายงานเอสเอ็มเอส วัตถุประสงค์ของการทำบริการเอสเอ็มเอสข่าวนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อสนองความต้องการในการรับรู้ข่าวสารที่รวดเร็ว ด้วยการสรุปใจความสำคัญและตัวอักษรเพียง 70 ตัว ที่เป็นข้อจำกัดในการส่งข้อความ ทำให้เอสเอ็มเอสเป็นเพียงการส่งประเด็นข่าวที่สำคัญ อย่างรวดเร็ว และทันเหตุการณ์ เพื่อรายงานหัวข้อข่าวให้ทุกคนได้ทราบ หากต้องการอ่านรายละเอียดหรือเนื้อข่าว เชื่อว่าทุกคนก็ยังจำเป็นต้องอ่านจากหนังสือพิมพ์

หนังสือพิมพ์ไม่มีวันตาย ผมเชื่อมั่นเรื่องนี้ แม้เทคโนโลยีและความก้าวหน้าของอุปกรณ์ต่างๆ จะมีบทบาทต่อพฤติกรรมการบริโคข่าวสารและชีวิตประจำวันของคนมากขึ้น แต่ถ้ามองถึงพฤติกรรมการบริโคข่าวสารของคนไทย จะพบว่ายังมีคนจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างแท้จริง การผลักดันให้เข้าถึงเทคโนโลยีคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาและขยายโอกาสเข้าถึงข่าวสาร เราจึงเกิดแนวคิดในการให้ความรู้และพัฒนาสื่อใหม่เพื่อประชาชน

จากศูนย์ข่าวกว่า 35 แห่ง และนักข่าวูมิาคประมาณ 400 คน ประกอบกับศักยาพของผู้สื่อข่าวายในกองบรรณาธิการ ทำให้เรามั่นใจว่า ไทยรัฐมีนักข่าวครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วทุกูมิาค เพียงพอที่จะสร้างศักยาพและประสิทธิาพให้แก่บริการของเทรนด์วีจี 3 ได้ ด้วยมาตรฐานายใต้การนำเสนอข่าวของไทยรัฐ ที่มุ่งนำเสนอข่าวสารที่รวดเร็ว น่าสนใจ และทันต่อเหตุการณ์ เพื่อขยายจำนวนผู้เข้าถึงข่าวของไทยรัฐ จากเดิมที่มีผู้อ่านถึง 12 ล้านคนต่อวัน

IT Digest: กลยุทธ์ที่ใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจ

วัชร:เราจะใช้ความแตกต่างของไทยรัฐ Top News เป็นจุดขาย โดยปรับแต่งบริการให้มีความเหมาะสมกับผู้ใช้งานแต่ละูมิาค ด้วยการแบ่งข่าวออกเป็นแต่ละูมิาค เนื่องจากประชากรจำนวนไม่น้อยที่ต้องพลัดถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อไปประกอบอาชีพหรือศึกษาเพิ่มเติม แต่พวกเขายังคงต้องการรับรู้ข่าวสารที่เกิดขึ้นายในูมิลำเนาของตน เพื่อนำไปพูดคุยและแลกเปลี่ยนความเห็นต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น ดังนั้น ความแปลกใหม่ในการให้บริการข่าวูมิาคของไทยรัฐ Top News จึงถือเป็นความแตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่นในตลาด แม้การให้บริการข่าวเอสเอ็มเอส จะเน้นความรวดเร็วในการนำเสนอ แต่ด้วยชื่อเสียงและศักยาพของไทยรัฐ ทำให้เรายังคงให้ความสำคัญกับเรื่องของความถูกต้องและความรวดเร็ว ในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน เพื่อรักษาคุณาพและมาตรฐานของไทยรัฐเอาไว้

IT Digest: แนวโน้มการให้บริการข่าวในรูปแบบ SMS

วัชร:การรับ-ส่งข้อความ ถือเป็นแอพพลิเคชันพื้นฐานของโทรศัพท์มือถือทุกเครื่อง และถือเป็นช่องทางการรับข้อมูลที่ง่ายที่สุด ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ จากความต้องการในการสร้างช่องทางการขายข่าวสารใหม่ๆ ที่มากกว่าการขายหนังสือพิมพ์ เชื่อว่าศักยาพของพันธมิตรทางการค้า ฐานลูกค้าและตำแหน่งผู้นำโอเปอเรเตอร์ของเอไอเอส รวมถึงชื่อเสียงของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่มีมายาวนาน คงเป็นเครื่องพิสูจน์และยืนยันได้เป็นอย่างดี ถึงแนวโน้มและอนาคตทางธุรกิจของเทรนด์ฯ

IT Digest: ความคาดหวังทางธุรกิจของเทรนด์วีจี 3

วัชร:ในทางธุรกิจ เราหวังแชร์ส่วนแบ่งจากตลาดเอสเอ็มข่าวที่ 20% แม้สาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจทุกประเท และยังทำให้ผู้บริโคเกิดความลังเลในการใช้จ่าย แต่เรามั่นใจว่าค่าบริการ 29 ที่ผู้บริโคต้องจ่ายนั้น จะคุ้มค่ากับคุณาพที่จะได้รับจากบริการของเรา และหวังว่าไทยรัฐ Top News จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้บริโคในการรับข่าวเอสเอ็มเอส

IT Digest: อยากฝากอะไรถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์บ้าง

วัชร:จากชื่อเสียงและความนิยมของไทยรัฐที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีต ด้วยการเป็นหนังสือพิมพ์ที่มียอดจำหน่ายสูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ทำให้วันนี้ เรามีโอกาสที่ได้เปรียบคู่แข่งขันค่อนข้างมาก จากฐานลูกค้าเดิมที่นิยมและชื่นชอบรูปแบบการนำเสนอข่าวของไทยรัฐ จึงทำให้เรามั่นใจว่า การเพิ่มช่องทางในการส่งข่าวรูปแบบใหม่ ผ่านบริการไทยรัฐ Top News ไปสู่ผู้บริโคนั้น จะทำให้ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและผู้ที่รับบริการเอสเอ็มเอสข่าวทางมือถือ ตอบรับบริการเอสเอ็มเอสข่าวของเราเป็นอย่างดี และยังคงให้การตอบรับ พร้อมทั้งติดตามข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเช่นเคย อยากให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า อะไรที่ไม่ดีไทยรัฐไม่เคยทำ เช่นเดียวกับการดำเนินงานของเทรนด์วีจี 3 นับจากนี้ไป ด้วยความมุ่งมั่นในการมอบและพัฒนา เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโคของเราอย่างต่อเนื่องและต่อไป…

อีบิสิเนส ธุรกิจออนไลน์ ทางเลือกใหม่าวะ ศก.ชะลอตัว

มิถุนายน 4th, 2009

<h1>hosting ,โฮสติ้ง , host , webhost, webhosting, โฮสต์ ,domainname ,โดเมนเนม ,webdesign , ทำเวบ , จัดทำเวบ , อยากทำเวบ</h1>จากวิกฤติเศรษฐกิจที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ ส่งผลให้หลายๆองค์กรธุรกิจต่างพยายามหาช่องทางใหม่ๆในการทำธุรกิจ โดยช่องทางที่หลายๆธุรกิจมองเห็นคือการทำธุรกิจผ่านทางสื่ออินเทอร์เน็ต ที่กำลังได้รับความนิยมและเริ่มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ธุรกิจบนโลกออนไลน์ที่กำลังได้รับความนิยมคงหนีไม่พ้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซ หรือการให้ผู้ที่ต้องการเป็นพ่อค้าแม่ค้ามาเปิดร้านค้าผ่านหน้าเว็บไซต์ เนื่องจากมีต้นทุนต่ำ แต่ใครจะรู้ว่ายังมีอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้เกิดขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกผ่านช่องทางออนไลน์ที่ชื่อว่าอีบิสิเนส

นายาวุธ พงษ์วิทยานุอุปนายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และ กรรมการ บริษัทตลาดดอทคอม จำกัด อธิบายความแตกต่างระหว่างอีคอมเมิร์ซ และอีบิสิเนสว่า อีบิสิเนสคือการทำธุรกิจโดยนำอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วย ที่มีการค้าขายเหมือนธุรกิจอีคอมเมิร์ซ แต่ธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ ถือเป็นเพียงส่วนย่อยในธุรกิจอีบิสิเนสที่เป็นาพรวมใหญ่ของธุรกิจออนไลน์ ทั้งนี้ จุดเด่นของธุรกิจอีบิสิเนส คือ การช่วยบริษัทลดต้นทุนการบริหารจัดการ ประหยัดเวลา และข้อมูลทุกอย่างในธุรกิจอีบิสิเนสสามารถตรวจสอบได้ แต่ในขณะนี้ธุรกิจอีบิสิเนสในประเทศไทยยังเริ่มต้นอยู่กับองค์กรหรือธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้นองค์กร จึงทำให้อีบิสิเนสยังไม่เป็นที่รู้จักในประเทศไทย

อุปนายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แสดงความเห็นต่อแนวโน้มธุรกิจอีบิสิเนสในประเทศไทยว่า น่าจะขยายตัวมากกว่าเดิมที่เป็นอยู่ เนื่องจากหลายองค์กรต้องการลดค่าใช้จ่ายในาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่ยังมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณาประกอบการเติบโต เช่น 1.ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ต่างๆ ขณะนี้ยังมีไม่มาเมื่อเทียบกับต่างประเทศ 2.ความเข้าใจของประชากรต่ออัตราส่วนการใช้เทคโนโลยีไอทีในประเทศไทยยังมีน้อยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ธุรกิจส่วนใหญ่จึงยังไม่เห็นคุณค่าและความจำเป็นในการนำอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้ในบริษัท

“จริงๆแล้วอีคอมเมิร์ซ อีมาร์เก็ตติ้ง เป็นอีบิสิเนสอย่างหนึ่ง การติดต่อสื่อสารกับพนักงานในองค์กรโดยการใช้อีเมล์ อะไรก็ตามที่เริ่มนำอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้ เราเริ่มมองว่าเป็นอีบิสิเนส หากถ้าถามว่าอีเมล์เป็นหรือเปล่าวอีเมล์ก็เริ่มเป็นแล้วแต่อีเมล์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น” นายาวุธ กล่าว

ด้านนายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินโฟจิเนชั่น จำกัด อธิบายถึงความแตกต่างระหว่าง ธุรกิจอีคอมเมิร์ซและธุรกิจอีบิสิเนสว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เป็นการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตธรรมดา หรือเรียกอีกชื่อว่าเฒ่าแก่ไฮเทค แต่ธุรกิจอีบิสิเนส จะมีโมเดลธุรกิจที่ชัดเจนและมีการนำเทคโนโลยีมาใช้งานมากกว่าอีคอมเมิร์ซ เช่น การเก็บเงินออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจอีบิสิเนสเป็นธุรกิจที่ไม่ได้หวังเพียงต้องการขายของเท่านั้น แต่ต้องการทำบริษัทให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปผ่านทางเว็บไซต์ มีการทำอีมาร์เก็ตติ้งบนสื่อออนไลน์ 100% เป็นการขายความเป็นแบรนด์ที่จับต้องไม่ได้

“อีคอมเมิร์ซจะเป็นการขายของ แต่อีบิสิเนสจะเป็นการทำรายได้จากอินเทอร์เน็ต โดยที่เจ้าของมีส่วนร่วมน้อย ส่วนใหญ่จะใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยและอีบิสิเนสจะเป็นโมเดลที่สมบูรณ์ สร้างเว็บได้มากกว่า เป็นธุรกิจที่ให้ลูกค้าทำเองคล้ายๆกับเซ่เว่นอีเลเว่น ที่เวลาซื้อของลูกค้าจะต้องเลือกสินค้าและมาจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ โดยใช้การยิงบาร์โค้ชในการคิดเงิน แต่อีคอมเมิร์ซเจ้าของจะเป็นคนทำให้ เหมือนร้านขายของชำที่อยากได้อะไรเจ้าของร้านจะเป็นคนหยิบให้ลูกค้าเป็นเพียงคนจ่ายเงินเท่านั้น ตัวอย่างอีบิสิเนสก็ เช่น เว็บไซต์เฟรซบุ๊คที่เจ้าของไม่ต้องทำอะไรก็มีรายได้เข้ามา เนื่องจากมูลค่าอยู่ที่ตัวโดเมน ในไทยมีเว็บที่เป็นธุรกิจอีบิสิเนสได้แก่ ตลาดดอทคอม ช้อปปิ้งดอทซีโอดอททีเอช เว็บประมูลสินค้า” กรรมการผู้จัดการ บ.อินโฟจิเนชั่นฯ กล่าว

นายตราวุทธิ์ แสดงความเห็นถึงเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจอีบิสิเนสไม่โตในประเทศไทยว่า 1.คนไทยยังไม่นิยมจ่ายเงินผ่านทางออนไลน์ 2.การทำโฆษณาผ่านทางออนไลน์ในประเทศไทยยังมีน้อย 3.าษาในการสื่อสาร เนื่องจากธุรกิจอีบิสิเนสส่วนใหญ่หน้าเว็บไซต์จะเป็นาษาอังกฤษ ซึ่งคนไทยยังอ่อนในเรื่องนี้อยู่ อย่างไรก็ตาม หากปรับช่องว่างทางการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาศักยาพ ให้สอดคล้องกับโอกาสทางธุรกิจ เชื่อว่าธุรกิจอีบิสิเนสจะสร้างโอกาสและตอบโจทย์ธุรกิจออนไลน์ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

“หากมองในโอกาสของตลาดธุรกิจออนไลน์ปัจจุบันนี้เชื่อมั่นว่าด้วยสาวะเศรษฐกิจในตลาดธุรกิจต่างๆ ถึงแม้จะซบเซาและอาจจะมีผลกระทบทั้งสาวะทั้งในและนอกประเทศ แต่เชื่อมั่นว่า จากไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย และคนทั่วๆ ไปที่อยู่กับโลกของไซเบอร์ โลกของอินเตอร์เน็ต ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสสำหรับช่องทางการเติบโตทางธุรกิจออนไลน์ หรือ อีบิซิเนส ที่จะส่งผลให้มีโอกาสเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลการเรียนรู้และการยอมรับในการเจาะตลาดใหม่ของธุรกิจ อีบิซิเนส โตสวนกระแสกว่ากลุ่มธุรกิจอื่นถึง 20% ถือว่าตอบโจทย์กระแสอินเทรนด์ได้เป็นอย่างดี” กรรมการผู้จัดการ บ.อินโฟจิเนชั่นฯ กล่าว

นายตราวุทธิ์ ได้ให้ความเห็นถึงการเติบโตของธุรกิจ อีบิสิเนส ในประเทศไทยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความพร้อมทางด้านเน็ตเวิร์ก และการใช้ Social Networking ที่มีส่วนผลักดันให้ธุรกิจ อีบิสิเนส ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยใช้รูปแบบของE-Marketing เช่น Google AdSense การนำโฆษณาของกูเกิล มาใส่ไว้ในเว็บไซต์ต่างๆ เมื่อมีคนมีคลิกเจ้าของเว็บไซต์ดังกล่าวก็จะได้เงินหรือส่วนแบ่งตามความเหมาะสม หรือทางด้าน Hotel Affiliate ที่เป็นตัวเทนโฆษณาให้กับเว็บไซต์อื่นๆ ทำให้คนที่เข้าไปในเว็บไซต์ต่างๆ สามารถเข้าถึงอีบิสิเนส ได้มากขึ้นอีกด้วย

กรรมการผู้จัดการ บ.อินโฟจิเนชั่นฯ กล่าวต่อว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่มีความสนใจ กับผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการทำ อีบิสิเนส แล้ว พบว่าผู้ที่มีความรู้ความสามารถและเชี่ยวชาญยังมีจำนวนจำกัด หากปรับช่องว่างทางการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาศักยาพให้สอดคล้องกับโอกาสทางธุรกิจ โดยการจัดเวทีให้ความรู้ หรือการต่อยอดจากการใช้ Social Networking เช่นเว็บwww.flixya.comที่เป็นเว็บ Social Networking ที่ให้คนทั่วไปได้สร้างบล็อกให้เพื่อนๆ เข้ามาชม และโพสต์ข้อความ

“เว็บwww.flixya.comเป็นเว็บไซต์ที่มีรูปแบลักษณะคล้ายๆ กับwww.hi5.comซึ่งผู้ที่เข้าไปสามารถพูดคุยหรือแลกเปลี่ยนประสบการชีวิต อีกทั้งยังสามารถขายสินค้าผ่านทางเว็บไซต์นี้ได้อีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดี อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคนไทยมีความรู้ความสารถในเรื่องของเทคโนโลยีมาก ซึ่งหากนำหลักการณ์และแนวคิดดังกล่าวมาใช้ปรับเปลี่ยนและใช้ให้เกิดประโยชน์ก็จะเป็นผลดีกับตัวเอง และประเทศไทยได้มากเลยทีเดียว”นายตราวุทธิ์ กล่าว

กรรมการผู้จัดการบ.อินโฟจิเนชั่นฯ กล่าวด้วยว่า ปี 2552 ธุรกิจอีบิสิเนส จะสร้างโอกาสและตอบโจทย์ธุรกิจออนไลน์ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะจากเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงชะลอตัวและหลายองค์กรต้องการลดค่าใช้จ่าย ทั้งด้านแรงงานและผลิตัณฑ์ต่างๆ จึงหันมาเริ่มใช้โฆษณาผ่านทางสื่อออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกที่ส่งผลให้ธุรกิจ อีบิสิเนส จะเติบโตมากยิ่งขึ้นในปี 2552 นี้ อย่างไรก็ตาม กระแสการทำธุรกิจอีบิสิเนส ผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตถือเป็นช่องทางที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับโลกออนไลน์ที่ไม่มีการหยุดนิ่ง เพื่อให้เข้ากับาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและผลันผวน สื่อออนไลน์จึงถือเป็นช่องทางหนึ่งที่จะสามารถช่วยเพิ่มการตัดสินใจให้กับนักธุรกิจยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

แม้ธุรกิจอีบิสิเนสจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายในบริษัทต่างๆ ในเวลานี้ แต่เชื่อว่าอีกไม่นานธุรกิจดังกล่าวจะกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่หลายๆองค์กรธุรกิจให้ความสนใจ ในาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ด้วยประสิทธิาพในการช่วยลดต้นทุน และประหยัดเวลา ประกอบกับโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีในปัจจุบัน รวมถึงาพการทำธุรกิจออนไลน์ที่ชัดเจนมากขึ้น คงจะเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญในการผลักดันให้อีบิสิเนสได้รับความนิยมมากกว่าเดิม

พิษเศรษฐกิจทำตลาดมือถือป่วน 4ค่ายยักษ์งัดกลยุทธ์สู้ศึก

มิถุนายน 4th, 2009

<h1>hosting ,โฮสติ้ง , host , webhost, webhosting, โฮสต์ ,domainname ,โดเมนเนม ,webdesign , ทำเวบ , จัดทำเวบ , อยากทำเวบ</h1>ขณะนี้คงไม่มีใครกล้าบอกว่าโทรศัพท์มือถือไม่ใช่ปัจจัยที่ 5 ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์ทุกคนต้องมีการติดต่อสื่อสารกัน และสิ่งที่ทำให้การติดต่อสื่อสารง่ายที่สุดคงหนีไม่พ้นการใช้เทคโนโลยีอย่างโทรศัพท์มือถือเข้ามาช่วย

จากเดิมที่ค่ายโทรศัพท์มือถือต่างแข่งขันกันที่คุณสมบัติของตัวเครื่อง และราคา แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว ทำให้ค่ายมือถือต่างพยายามสร้างจุดขายทั้งด้านการดีไซน์ คุณสมบัติตัวเครื่อง ราคา รวมทั้งการปรับกลยุทธ์ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโค และแย่งชิงความเป็นที่1 ให้กับแบรนด์ของตัวเอง

นายวิู ซาบาวาลผู้จัดการทั่วไป บริษัทโนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศไทยว่า ตลาดผู้ใช้โทรศัพท์ขณะนี้อยู่ในช่วงอิ่มตัว โดยผู้บริโคจะซื้อโทรศัพท์มือถือเพื่อทดแทนเครื่องเดิมที่มีอยู่หรือซื้อใช้เป็นเครื่องที่ 2 มากขึ้น โดยลูกค้าที่ซื้อทดแทนเครื่องเดิมจะเลือกโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ที่มีคุณสมบัติมากกว่าเครื่องเดิมที่มีอยู่ และเชื่อว่าหากประเทศไทยเปิดให้บริการเทคโนโลยีระบบ 3 จี จะเป็นโอกาสที่ดีต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม เนื่องจากจะทำให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมเติบโตและเป็นประโยชน์มากขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2552 โนเกียจะเน้นการนำเสนอโซลูชั่นและอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตมาไว้ในมือผู้ใช้ เพื่อรองรับกับตลาดการแข่งขันในปัจจุบัน รวมทั้งจะเน้นการสร้างแบรนด์โนเกียในประเทศไทยต่อไป

ด้านนายมนาเทศ อันนวัฒน์หัวหน้ากลุ่มสื่อสารการตลาดและองค์กร บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด แสดงความเห็นต่อการเติบโตของโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยว่า าพรวมตลาดโทรศัพท์มือถือในปีนี้ เชื่อว่าจำนวนเครื่องมีโอกาสเติบโตขึ้นประมาณ 5% ขณะที่มูลค่าตลาดรวมที่เป็นเม็ดเงินน่าจะคงที่ เนื่องจากกลุ่มโทรศัพท์มือถือระดับพรีเมี่ยมที่มีราคาเหมาะสม จะเข้ามาทำตลาดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตลาดโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยเป็นตลาดเครื่องทดแทนมากกว่าการซื้อใช้เป็นเครื่องแรก ดังนั้น ผู้บริโคจึงมีประสบการณ์การใช้งาน และมีความต้องการโทรศัพท์ที่มีประสิทธิาพสูงกว่าเครื่องเดิมที่เคยใช้ อีกทั้งกลุ่มโทรศัพท์มือถือแบบทัชสกรีน จะเข้ามามีบทบาท และกระตุ้นตลาดมากขึ้น หากเปรียบเทียบจากยอดขายรุ่นทัชสกรีนเมื่อปีที่แล้วที่มีประมาณ 100,000 เครื่อง ในปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ไม่น้อยกว่า 50-100%

หัวหน้ากลุ่มสื่อสารการตลาดและองค์กร บ.ไทยซัมซุงฯ กล่าวถึงการรับมือสาพเศรษฐกิจขณะนี้ของบริษัทว่า ซัมซุงจะคำนึงถึงความคุ้มค่าในการลงทุนให้มากขึ้น เงินที่ลงทุนไปต้องก่อให้เกิดประโยชน์และสร้างกำไรกลับคืนบริษัทฯได้ ทั้งในเรื่องของการสื่อสารกับผู้บริโคจะต้องใช้ความระมัดระวังและต้องสร้างความใกล้ชิดกับผู้บริโคมากขึ้น เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยซัมซุงมีกลุ่มผู้บริโคเป้าหมาย เป็นคนรุ่นใหม่และชื่นชอบเทคโนโลยี กล้าใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อเทคโนโลยี เป็นผู้นำทางความคิด สามารถแนะนำและชักนำผู้อื่นได้ แต่ซัมซุงก็ให้ความสำคัญกับลูกค้าในกลุ่มอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

“แม้อัตราการใช้จ่ายของผู้บริโคในปีนี้ มีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ซัมซุงมองว่าเศรษฐกิจเช่นนี้ ธุรกิจที่มีความมั่นคงจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่จะได้เปรียบคู่แข่ง โดยซัมซุงมีข้อได้เปรียบ ในการเป็นผู้ประกอบการที่มีโซลูชันครอบคลุม และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ครบถ้วน ทำให้การติดต่อทางธุรกิจง่ายขึ้น คิดว่าตลาดปีนี้ เป็นปีของการแข่งขัน องค์กรทั่วไปต่างได้รับผลกระทบในการดำเนินธุรกิจไม่มากก็น้อย แต่เรายังมั่นใจว่าซัมซุงจะโตขึ้นในระดับดับเบิลดิจิต”นายมนาเทศ กล่าว

ส่วนนายทวีโชค ลลิตศศิวิมลผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตัณฑ์โทรศัพท์มือถือ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ความเห็นถึงแนวโน้มาพรวมโทรศัพท์มือถือว่า การคาดการณ์แนวโน้มทำได้ยากมาก แม้ยอดขายโทรศัพท์มือถือในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา จะอยู่ในเกณฑ์ที่ดีก็ตาม แต่เพราะมีเทศกาลต่างๆ ทั้งปีใหม่ และตรุษจีน จึงยังไม่สามารถประเมินได้ ต้องรอดูยอดขายในช่วงไตรมาสแรกก่อน จึงจะบอกได้ว่าทิศทางโทรศัพท์มือถือในปีนี้จะเป็นอย่างไร

ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตัณฑ์โทรศัพท์มือถือ บ.แอลจีฯ กล่าวถึงกลยุทธ์ในการทำตลาดของบริษัทในปีนี้ว่า บริษัทได้ปรับกลยุทธ์การตลาด ในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและให้ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม ในปีนี้แอลจีได้วางงบประมาณการทำกิจกรรมต่างๆ ไว้ที่ 200 ล้านบาท เท่ากับปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ แอลจีได้ตั้งราคาและคุณาพสินค้าให้เหมาะสม เนื่องจากปัจจุบันลูกค้ามองความคุ้มค่าเป็นอันดับแรก โดยในปีนี้ ตั้งเป้ายอดขายรวมไว้ที่ 700,000 เครื่อง หรือมีมูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท ขณะที่ปีที่ผ่านมาแอลจีมียอดขาย 600,000 เครื่อง มูลค่า 2,000 ล้านบาท

ส่วนนายธนานันท์ วิไลลักษณ์กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแผนการตลาดในปีนี้ของบริษัทว่า บริษัทฯจะเน้นไปที่โมเดรินท์เทรดมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาช่องทางดังกล่าวเป็นช่องทางที่ทำให้ยอดขายไอโมบายเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ในปีนี้ไอ-โมบายจะเน้นการทำตลาด โดยการขายหน้าร้าน เช่น การแนะนำสินค้า คุณสมบัติการใช้งาน การจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นลูกค้าในช่วงสาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อย่างไรก็ตามบริษัทฯคาดว่าในปีนี้จะใช้งบการตลาดลดลงกว่าจากปีผ่านมา โดยจะลดในส่วนของการสร้างแบรนด์ แต่จะหันมาเน้นในเรื่องการขาย เพื่อหวังยอดขายให้เพิ่มขึ้น

กรรมการผูจัดการใหญ่ บ.สามารถ ไอ-โมบายฯ กล่าวต่อว่า ในปีนี้ บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายโทรศัพท์มือถือ ไอ-โมบายไว้ที่ 5 ล้านเครื่อง แบ่งเป็นยอดขายในประเทศ 2.7 ล้านเครื่อง และต่างประเทศ 2.3 ล้านเครื่อง โดยประมาณการรายได้ปีนี้ไว้ที่ 12,000 ล้านบาทจากปีผ่านมา ที่มียอดขายอยู่ที่ 15,000 ล้านบาทแบ่งเป็นในประเทศ 2.5 ล้านเครื่อง และต่างประเทศ 1.3 ล้านเครื่อง ขณะเดียว บริษัทฯจะรุกตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งในตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย ลาว เขมร กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย พร้อมกันนี้ จะขยายธุรกิจเข้าสู่ประเทศใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง และบังคลาเทศ อย่างไรก็ตาม การขยายตลาดไปต่างประเทศ จะส่งผลให้บริษัทฯมีรายได้เพิ่มขึ้นแน่นอน

ไม่ว่าการแข่งขันของค่ายโทรศัพท์มือถือแต่ละยี่ห้อจะเป็นอย่างไร จะแข่งกันด้วยเรื่องราคา คุณสมบัติหรืออะไรก็ตาม ที่จะมากระตุ้นการซื้อของผู้บริโค แต่ผู้บริโคที่เป็นคนเลือกผลิตัณฑ์ให้กับตนเองควรจะตัดสินใจให้ดี ไม่ใช่ตัดสินใจซื้อที่คุณสมบัติครบ ราคาถูกเท่านั้น แต่ผู้บริโคจะต้องมองถึงการใช้งานในระยะยาวที่จะได้รับด้วยว่า สินค้าของผู้ประกอบการแต่ละรายจะดีจริงอย่างที่โฆษณาไว้หรือไม่…

เปิดใจอธิการบดีหอการค้า หลังดึงไอที ปฏิวัติการศึกษา

มิถุนายน 4th, 2009

<h1>hosting ,โฮสติ้ง , host , webhost, webhosting, โฮสต์ ,domainname ,โดเมนเนม ,webdesign , ทำเวบ , จัดทำเวบ , อยากทำเวบ</h1>

ในยุคเศรษฐกิจที่ชะลอตัว หลายๆหน่วยงาน หลายๆองค์กร พยายามหาตัวช่วยที่จะมาลดต้นทุนในการทำงานขององค์กร และสิ่งที่มองเห็นเป็นสิ่งแรกที่หลายๆองค์กรมองเห็นคือ การนำเทคโนโลยีไอทีมาใช้ ไม่เว้นแม้แต่มหาวิทยาลัยที่เป็นสถานที่ๆปลูกฝังความรู้ให้กับเยาวชนที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต มหาวิทยาลัยเกือบจะทุกมหาวิทยาลัยได้เริ่มนำเทคโนโลยีไอทีมาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อเป็นการลดต้นทุนของมหาวิทยาลัยเอง แต่ในอีกมุมหนึ่งการนำไอทีมาใช้ในระบบการศึกษาก็เป็นสิ่งที่เริ่มปลูกฝังการใช้เทคโนโลยีให้นักศึกษา เพื่อที่นักศึกษาจะได้ออกมายืนอยู่ในสังคมได้อย่างเต็มาคูมิ

หากพูดถึงมหาวิทยาลัยเอกชน ที่อยู่ริมถนนวิาวดีรังสิต คงจะไม่มีใครไม่นึกถึงชื่อ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยอย่างแน่นอน วันนี้จีรเดช อู่สวัสดิ์อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จะมาเปิดใจถึงการนำเทคโนโลยีไอทีมาประยุกต์ใช้กับการเรียนยุคใหม่ ผู้สนใจเชิญติดตามได้ ณ บัดนี้…

IT Digest : จุดเริ่มต้นของการนำไอทีมาใช้ในมหาลัยหอการค้าไทย?

จีรเดช :ในสมัยก่อนที่ผมเข้ารับตำแหน่งอธิการบดีในปี 2545 มหาวิทยาลัยได้นำเทคโนโลยีไอที มาใช้แบบเริ่มต้น พอผมเข้ามารับตำแหน่งอธิการบดีก็ได้รับทราบว่าอาจารย์แต่ละท่านจะได้รับแผ่นใส 40 แผ่น ให้ใช้ตลอดชีวิต คือ อาจารย์สอนเสร็จก็ต้องนำกลับไปลบ แล้วก็เขียนใหม่หากสอนในบทต่อไป ผมดูแล้วคิดว่าตรงนั้นไม่น่าจะใช่วิธีการสอนของคนยุคใหม่ ผมดูแล้วผมบอกเลยว่าผมต้องการให้อาจารย์สอนผ่านโปรแกรมพรีเซนเทชัน(Power Point) ทั้งหมดในปี 2546 พอปี 2548 ผมก็แจกโน้ตบุ๊คให้อาจารย์คนละ1 เครื่อง เพื่อให้อาจารย์เข้าสู่ Power Point ให้เร็วที่สุด ทุกห้องของการเรียนการสอนมีการเปลี่ยนแปลงเป็น อีคลาสรูม หรือ ห้องเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งหมด คือ มีคอมพิวเตอร์ มีโปรเจ็กต์เตอร์ มีวิคชัวร์ไลท์เซอร์ และผมก็สั่งถอดเครื่องฉายสไลด์ออก เพราะหากไม่ถอดออกอาจารย์ก็จะยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมในการสอน การถอดออกจึงเป็นการบังคับให้อาจารย์ต้องเตรียมการสอนโดยใช้ Power Point ผมคิดว่าเราก้าวมาเร็วมากตั้งแต่ปี 2545 ที่เป็นแผ่นใส พอมาปี 2548 เราเป็น Power Point หมดแล้ว

IT Digest : ยากหรือไม่กับการเปลี่ยนพฤติกรรมอาจารย์ให้หันมาใช้การสอนแบบ Power Point แทนแผ่นใส?

จีรเดช :ผมคิดว่าที่หอการค้าโชคดี ที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายและไม่มีปัญหาอะไร ผมเชื่อว่าหากเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐบาล ณ วันนี้คงจะมีการเปลี่ยนแปลงไม่ครบ 100% แน่นอน อาจจะยังเป็นการใช้ชอกล์ การพูด และยังใช้แผ่นใสเก่าๆอยู่ แต่มหาวิทยาลับหอการค้าตอนนี้เปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว100% โดยเปลี่ยนมาได้ 4 ปีแล้ว เพราะว่ามหาวิทยาลัยเปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นอีคลาสรูมหมด

IT Digest : เห็นแบบอย่างการใช้เทคโนโลยีไอทีมาใช้ในมหาวิทยาลัยมาจากที่ใด หรือเป็นสิ่งที่คิดเอง?

จีรเดช :ผมคิดว่าการเรียนการสอนแบบที่ผมทำเป็นแนวทางที่มหาวิทยาลัยควรจะไป เพราะตอนที่ตั้งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยวิสัยทัศน์ มหาวิทยาลัยก็บอกอยู่แล้วว่าหอการค้าจะเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำทางด้านธุรกิจในเอเชีย โดยธุรกิจจะต้องเน้นการค้า เพราะมหาวิทยาลัยชื่อมหาวิทยาลัยหอการค้า ส่วนเอเชีย มหาวิทยาลัยกำหนดตัวเองว่าจะแข่งขันกับนานาชาติ ไม่แข่งขันกับมหาวิทยาลัยในประเทศ ดันนั้นมหาวิทยาลัยจะต้องไปสู่อิเล็กทรอนิกส์ให้เร็วที่สุด โดยความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยคือต้องนำเทคโนโลยีไอทีมาใช้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะฉะนั้นต้องเริ่มปรับที่การเรียนการสอนเป็นอันดับแรกเพื่อให้สอดคล้องกันให้ได้ก่อน

หลังจากที่มหาวิทยาลัยแจกโน้ตบุ๊คให้อาจารย์แล้ว มหาวิทยาลัยได้ตกลงกับอาจารย์ผู้สอนว่าอาจารย์จะต้องทำอีเลิร์นนิ่ง ายใน 2-3 ปี หลังจากนั้น มหาวิทยาลัยได้แจกแฟลชไดร์ฟ 2 กิ๊กให้อาจารย์ และต่อจากนั้นมหาวิทยาลัยแจกพรีเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นเครื่องชี้และสามารถเลื่อนสไลด์ Power Point ได้เลยในตัว อย่างไรก็ตามในปี2552 มหาวิทยาลัยจะแจกบลูทูธ ที่มหาวิทยาลัยพัฒนาเองจากบลูทูธปกติให้สามารถเข้าไปในแอมป์ได้ เพื่อที่จะนำมาใช้แทนไมโครโฟน เป็นแห่งแรกในโลก และขณะนี้มหาวิทยาลัยได้จดลิขสิทธิ์แล้ว โดยในเดือน ส.ค.มหาวิทยาลัยจะนำบูลทูธดังกล่าวไปขายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในงานเอ็กซโปแคมปัสเทคโนโลยี เนื่องจากตลาดในสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดใหญ่

IT Digest : การแจกโน้ตบุ๊คทำให้พฤติกรรมการสั่งงานของอาจารย์เปลี่ยนไปหรือไม่?

จีรเดช :เปลี่ยนไป จากเดิม Power Point ของอาจารย์จะเป็น What แต่ขณะนี้ Power Point ของอาจารย์จะต้องเปลี่ยนเป็น Why กับ How โดยอาจารย์จะต้องไปเตรียมการสอนใหม่ ในรายวิชาที่มี What อาจารย์จะต้องเอา What ไปลงในเว็บไซต์ และเอกสารรายงานจะต้องส่งทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น

ถือเป็นนโยบายของมหาวิทยาลัยในการลดใช้กระดาษ โดยขณะนี้ลดไปได้เยอะมาก จากเดิมที่มหาวิทยาลัยมีแผนกสิ่งพิมพ์ขณะนี้กำลังจะยุบแผนกดังกล่าวแล้ว โดยจะนำบุคลากรแผนกสิ่งพิมพ์มาช่วยอาจารย์ในการสร้างเนื้อหา โดยใช้ความสามารถในการพิมพ์ที่ตัวเองมีอยู่

ส่วนการอัพเดทเนื้อหาเพื่อขึ้นเว็บไซต์ อาจารย์สามารถทำได้เองเลย อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่า หากมหาวิทยาลัยทำอย่างนี้ 4 ปี นักศึกษาของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจะเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และหากไปดูตามสนามบินที่ต่างประเทศจะเห็นได้เลยว่ามนุษย์พันธุ์ใหม่ที่ว่าจะเปิดโน้ตบุ๊คแล้วนั่งทำงานได้ทุกที่ นักศึกษาของมหาวิทยาลัยหอการค้าขณะนี้เริ่มเป็นอย่างนั้นแล้ว ดูได้จากขณะนี้ไม่ว่านักศึกษาจะนั่งอยู่ที่ใดก็จะเปิดโน้ตบุ๊คทำโน่นทำนี่ตลอดเวลาจากเดิมที่นักศึกษาใช้กระดาษเขียน และจากการค้นคว้าด้วยตัวเองทางอินเทอร์เน็ตจะทำให้นักศึกษาเก่งาษาอังกฤษมากขึ้น ทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์เก่งขึ้น การทำงานเร็วขึ้น โดยใช้การสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ และนักศึกษากลุ่มนี้จะเป็นมนุษย์ยุคใหม่ที่สังคมต้องการ เนื่องจากมีการสื่อสารกันเร็วขึ้น และผมคิดว่ามหาวิทยาลัยหอการค้าเป็นมาหวิทยาลัยแห่งแรก และมหาวิทยาลัยเดียวที่ทำได้ถึงขนาดนี้

IT Digest : ขณะนี้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้การลงทุนทางด้านการพัฒนาไอที ในเรืองใดบ้างแล้ว?

จีรเดช :การลงทุนจะมีขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การแจกโน้ตบุ๊ค แจกแฟลชไดร์ฟ แจกพรีเซ็นเตอร์ให้อาจารย์ และในปี2551 มหาวิทยาลัยได้แจกโน้ตบุ๊คให้นักศึกษาคนละ 1 เครื่อง โดยไม่ได้คิดเพิ่มจากค่าหน่วยกิจ แต่เป็นช่วงครบ 7 ปีที่มหาวิทยาลัยจะต้องขึ้นค่าหน่วยกิจ1ครั้ง พอมหาวิทยาลัยขึ้นค่าหน่วยกิจแล้วมหาวิทยาลัยจึงอาศัยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้นักศึกษา โดยการแจกโน้ตบุ๊ค ตอนนั้นที่มหาวิทยาลัยแจกโน้ตบุ๊คราคาจะอยู่ที่ประมาณ 22,000 บาท มหาวิทยาลัยแจกทั้งหมดประมาณ 5,000 เครื่อง มีการติดตั้งปลั๊กไฟตามม้านั่งต่างๆเพื่อให้นักศึกษาได้ใช้โน้ตบุ๊คทุกที่ทุกเวลา อย่างไรก็ตามในช่วงแรกที่มหาวิทยาลัยแจกโน้ตบุ๊คก็คิดว่านักศึกษาคงจะตื่นเต้นแล้วนำมา ปรากฎว่าโน้ตบุ๊คหนักนักศึกษาจึงไม่นำมา

โดยในปีนี้มหาวิทยาลัยรู้แล้วว่าเกิดปัญหาอะไรบ้างและปีนี้มหาวิทยาลัยจะแจกโน้ตบุ๊คเครื่องเท่าเน็ตบุ๊ค น้ำหนักประมาณ 8 ขีด ที่ขณะนี้มหาวิทยาลัยได้เขียนคุณสมบัติทางเทคนิคของโน้ตบุ๊คไว้แล้ว อยู่ระหว่างวการประมูลอยู่ โดยมีบริษัทตัวแทนจำหน่ายโน้ตบุ๊คทุกยี่ห้อเข้าร่วมประมูล ทั้งนี้คุณสมบัติทางเทคนิคที่มหาวิทยาลัยกำหนดนั้นเป็นคุณสมบัติที่จะต้องมาใช้กับการเรียนแบบไฮบริดจ์ของมหาวิทยาลัย

ทางด้านอาจารย์มหาวิทยาลัยได้เซ็นสัญญากับบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อให้อาจารย์สามารถทำวิจัยจากที่บ้านได้ คือให้สายอินเทอร์เน็ตความเร็วแบบเมโทไลน์ที่เป็นอินเทอร์เน็ตที่เร็วที่สุดในประเทศไทยขณะนี้ฟรีแกอาจารย์เพื่อใช้งานที่บ้าน โดยมหาวิทยาลัย ทำตัวเหมือนไอพี เป็นโครงการรีเสริซแอดโฮม หรือการทำวิจัย 24 ช.ม. ด้วยความเร็วเท่ากับทำที่มหาวิทยาลัย สาเหตุที่ต้องทำแบบนี้เนื่องจากเวลาที่อาจารย์ต้องการใช้งานฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัยจะได้ใช้งานได้เลย แม้อาจารย์จะทำที่บ้านแต่ก็เหมือนกับทำที่มหาวิทยาลัย คือ ผมมองว่าอาจารย์จะต้องเก่งก่อน ที่จะสอนนักศึกษา อาจารย์ต้องเตรียมการสอนได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้ทำมาประมาณปีกว่าแล้ว ได้รับผลตอบรับจากอาจารย์อย่างดี ทำให้อาจารย์สามารถทำวิจัย และใช้งานได้ง่ายขึ้น

IT Digest : คำว่าการเรียนการสอนระบบไฮบริจด์เป็นศัพท์ที่มีที่มาอย่างไร?

จีรเดช :ระบบไฮบริจด์ เป็นศัพท์ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าคิดขึ้นเองและได้จดลิขสิทธิ์ไว้เรียบร้อยแล้ว โดยระบบดังกล่าวเป็นการนำการเรียน 2 อย่างมาผสมกัน ได้แก่ การเรียนแบบออนไลน์และการเรียนในชั้นเรียน โดยข้อดีของการเรียนการสอนระบบไฮบริจด์ คือ 1.สามารถเรียนที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมหาวิทยาลัยจะนำเนื้อหาของวิชาเรียนมาขึ้นเว็บไซต์ไว้ เพื่อให้นักศึกษาได้อ่านก่อนเข้าห้องเรียน และในเวลาเรียนอาจารย์ก็จะถามคำถามให้นักศึกษาตอบเพื่อเป็นการเก็บคะแนน การทำระบบนี้มาใช้จะได้ 2 อย่างคือ ได้เนื้อหา และได้มีปฏิสัมพันธ์ในการถามตอบระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์

ตอนตอบคำถามในห้องเรียนนักศึกษาจะตอบกันเยอะมากในชั้นเรียน จะทำให้อาจารย์ได้รู้ว่านักศึกษาคนไหนรู้เรื่องหรืออ่านบทเรียนมาก่อนล่วงหน้าหรือไม่ โดยอาจารย์จะใช้เครื่องที่เรียกว่ามายช้อยส์ทิกเกอร์ ที่เสียบบัตรประจำตัวนักศึกษาเครื่องก็จะอ่านว่าเครื่องนี้นักศึกษาชื่อว่าอะไรพออาจารย์ถามคำถามในห้องเรียนนักศึกษาสามารถกดคำตอบได้เลยว่าจะตอบข้อไหน โดยคำตอบจะเข้าเครื่องไปประมวลผลว่านักศึกษาแต่ละคนตอบถูกกี่ข้อผิดกี่ข้อ และตัดเกรดได้ทันที โดยในปีนี้มหาวิทยาลัยจะทำเครื่องดังกล่าวแจกนักศึกษาที่เข้าใหม่ประมาณ 5,000 เครื่อง จะทำให้นักศึกษาไม่ง่วงนอน และทำให้นักศึกษาสนใจการเรียนมากขึ้น นักศึกษาจะเข้าเรียนทุกชั่วโมง ลดการโดดเรียนของนักศึกษา ทำให้นักศึกษาเปลี่ยนพฤติกรรม และทำให้เห็นได้ว่านักศึกษาเรียนรู้ได้มากขึ้น เพราะใน 1 ชั่วโมงที่อาจารย์สอนไม่ต้องเริ่มต้นที่ What อาจารย์มาบอก Why กับ How ทำให้นักศึกษามีโอกาสในการสอบถามและมีปฏิสัมพันธ์กับอาจารย์มากขึ้น

IT Digest : การพัฒนาหลักสูตรทางด้านไอทีของมหาวิทยาลัยขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

จีรเดช :ขณะนี้มหาวิทยาลัยได้พัฒนารายวิชาให้เป็นระบบไฮบริดจำนวน 45 รายวิชาแล้ว ทั้งนี้มหาวิทยาลัยจะต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะขณะนี้นักศึกษาที่เรียนระบบไฮบริดกำลังจะขึ้นชั้นปีที่ 2 เพราะฉะนั้นรายวิชาของชั้นปีที่2 ก็จะต้องเริ่มพัฒนาและจะต้องพัฒนาไปเรื่อยๆให้ครบทั้ง 720 รายวิชา ที่จะต้องทำายใน 4ปี

IT Digest : ความพร้อมของนักศึกษาต่อการเรียนในระบบไฮบริดจ์?

จีรเดช :นักศึกษาพร้อมมาก แต่เด็กที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยหอการค้าจะมีหลายเกรด คือ ถ้าเป็นเด็กในกรุงเทพฯ จะใช้คอมพิวเตอร์เป็น แต่เด็กในต่างจังหวัดจะใช้คอมพิวเตอร์ไม่ค่อยเป็น แต่มหาวิทยาลัยจะมีการสอบการใช้คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐานก่อนที่จะเริ่มเรียนตามปกติ โดยเด็กที่ผ่านมหาวิทยาลัยจะให้เรียนขั้นแอดวานซ์ แต่หากใครไม่ผ่านมหาวิทยาลัยจะปูพื้นให้โดยเก็บวิชาละ 500 บาท ทั้งนี้เด็กที่ผ่านปี1 จะมีพื้นฐานการใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างแน่นอน โดยโปรแกรมพื้นฐานที่ใช้ในการสอบได้แก่ Microsoft Outlook , Microsoft Power Point, Microsoft Access , Microsoft Word, Microsoft Excel โดยให้นักศึกษาเลือกทำโปรแกรมใดก็ได้ 3 ใน 5

IT Digest : การสอบพื้นฐานคอมพิวเตอร์เด็กกรุงเทพฯกับเด็กต่างจังหวัด แตกต่างกันหรือไม่อย่างไร?

จีรเดช :มีนักศึกษาตกจากการสอบพื้นฐานคอมพิวเตอร์เยอะเหมือนกัน และเด็กที่ตกส่วนใหญ่จะเป็นเด็กต่างจังหวัดที่ไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ แต่พอเด็กได้เข้ามาเรียนก็สามารถปรับตัวได้ดี คือเด็กไทยสมัยใหม่จะเกิดมาพร้อมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะฉะนั้นการปรับตัวจะทำได้เร็วกว่า พอ 1 ปี ผ่านไปความแตกต่างในด้านคอมพิวเตอร์ระหว่างเด็กในกรุงเทพฯกับเด็กต่างจังหวัดจะไม่มีให้เห็นเลย

IT Digest : ในอนาคตมหาวิทยาลัยจะมีการลงทุนเรื่องไอทีในด้านใดบ้าง

จีรเดช :1.เราจะพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้นก่อน และ 2.ขณะนี้มหาวิทยาลัยวางแผนทำมหาวิทยาลัยให้เป็นระบบ ERP คือข้อมูลทุกอย่างทุกเรื่องจะเก็บไว้เป็นฐานข้อมูล และถึงเวลาจะมีโปรแกรม SAPมาประมูลผล โดยสิ่งที่ผมอยากเห็นคือ การใช้อิเล็กทรอนิกส์ได้ทุกเรื่อง เพราะบุคลากรทุคนในมหาวิทยาลัยมีบัตรสมาร์ทการ์คกันทุกคน จะต่อยอดให้ทุกบริการใช้ผ่านบัตรสมาร์ทการ์ด เช่น เวลาจองห้อง จองสนามฟุตบอล จะต้องจองผ่านระบบ ERP คาดว่าจะทำได้ายใน 1 ปี เนื่องจากเรื่องไอทีเป็นเรื่องที่รอช้าไม่ได้

IT Digest : การเฝ้าระวังในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของนักศึกษามหาวิทยาลัยมีวิธีป้องกันอย่างไร?

จีรเดช :มหาวิทยาลัยจะใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์ไลฟ์ ในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต โดยโปรแกรมนี้จะบอกได้เลยว่านักศึกษาใช้อินเทอร์เน็ตของมหาวิทยาลัยดูอะไร ทำอะไร โดยมหาวิทยาลัยได้บล็อกเว็บไซต์ที่ต้องห้ามไว้หมดแล้ว อีกทั้งยังมีศูนย์เฝ้าระวังผ่านไมโครซอฟต์ไลฟ์ไดเล็คทอรี ใครจะเข้าอินเทอร์เน็ตเว็บโป๊ะไม่ได้ โปรแกรมดังกล่าวทำให้มหาวิทยาลัยรู้ขนาดว่านักศึกษาเปิดเว็บอะไรเมื่อไหร่และได้ทำอะไรในเว็บไซต์ดังกล่าวบ้าง มีการดาวน์โหลดหนังเรื่องอะไร มหาวิทยาลัยรู้ถึงตัวนักศึกษาเลย เพราะโน้ตบุ๊คที่มหาวิทยาลัยแจกจะมีหมายเลขประจำเครื่องอยู่ แล้วมหาวิทยาลัยจะล็อกไอพีของเครื่องไว้หมด เพื่อความปลอดัย และเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้มหาวิทยาลัยต้องออกแบบคุณสมบัติของเครื่องต่างจากเครื่องปกติ

IT Digest : ;วิธีการป้องกันนักศึกษาเล่นเกมระหว่างเรียน?

จีรเดช :ถ้าเป็นโปรแกรมของนักศึกษาที่ลงในเครื่องเอง มหาวิทยาลัยไม่สามารถป้องกันได้ แต่หากเล่นผ่านอินเทอร์เน็ตของมหาวิทยาลัยจะไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่านักศึกษาจะไม่สามารถเล่นเกมระหว่างเรียนได้เนื่องจากอาจารย์จะมีการถามคำถามอยู่ตลอดเวลา หากไม่สนใจก็จะไม่สามารถตอบคำถามได้และคะแนนของนักศึกษาอยู่ตรงนั้น และพออาจารย์เห็นนักศึกษาเล่นเกมก็จะถามคำถามทันที

IT Digest : อยากฝากถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์บ้าง

จีรเดช :การศึกษาคือการลงทุนควรจะลงทุนให้กับตัวเอง ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไม่ได้หวังผลกำไร เพราะฉะนั้นค่าหน่วยกิจไม่แพงแต่คุ้มค่า การเรียนหน่วยกิตละ 100 ต่างกับหอการค้าที่จบมาแล้วได้งานกับไม่ได้งานก็ต่างกันเยอะ แล้วจบจากหอการค้าจะเป็นประชากรของโลกที่สมบูรณ์และมั่นใจในด้านการใช้ไอที าษาอังกฤษ ความรู้ เรื่องการแสดงความคิดเห็น การแสดงออก สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งที่ธุรกิจต้องการ นี่คือสิ่งที่หอการค้าทำให้นักศึกษาแตกต่างจากที่อื่น

ฟอร์มทีมหนุน ส.Thai-BISPA บ่ม เพาะเทคโนฯธุรกิจ

มิถุนายน 4th, 2009

<h1>hosting ,โฮสติ้ง , host , webhost, webhosting, โฮสต์ ,domainname ,โดเมนเนม ,webdesign , ทำเวบ , จัดทำเวบ , อยากทำเวบ</h1>

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เทคโนโลยีทางธุรกิจเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนในาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มศักยาพของผู้ประกอบการ และเสริมสร้างวิสาหกิจใหม่ในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับสากลอย่างยั่งยืน

จากความสำคัญดังกล่าว สมาคมหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย (Thai Business Incubator and Science & Technology Park Association) หรือ Thai-BISPA จึงเกิดขึ้น จากการรวมตัวกันของ 3 หน่วยงานาครัฐอันประกอบด้วย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ. และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. จัดตั้งขึ้น

ศ.ดร.ชัชนาถ เทพธรานนท์รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือสวทช. อธิบายถึงการบ่มเพาะธุรกิจว่า เป็นกลไกหนึ่งที่หน่วยงานาครัฐและเอกชนทั่วโลกนิยมใช้ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นกลไกที่ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจทั้งขนาดกลาง และขนาดย่อมได้อย่างเป็นระบบ โดยมีการเชื่อมโยงเครือข่ายศักยาพขององค์กรและสถาบันการศึกษาที่มีความพร้อม เพื่อให้คำปรึกษา ฝึกอบรม และถ่ายทอดองค์ความรู้ ตลอดจนเป็นการบูรณาการกลไกความช่วยเหลือและการสนับสนุนต่างๆ ของาครัฐและาคเอกชนอย่างเป็นระบบครบวงจร

รองผู้อำนวยการ สวทช. ให้รายละเอียดว่า สำหรับในประเทศไทยนั้น หน่วยงานหลักที่ให้การส่งเสริมกิจกรรมบ่มเพาะธุรกิจอย่างเข้มแข็ง ได้แก่ สวทช. สกอ. และ สสว. โดยให้การสนับสนุนแก่มหาวิทยาลัยสำหรับดำเนินการจัดตั้งหน่วยบ่มเพาะธุรกิจขึ้น เพื่อส่งเสริมและสร้างผู้ประกอบการรายใหม่อย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกัน ายใต้แนวทางของการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ในูมิาคของสวทช. เริ่มต้นจากการให้มหาวิทยาลัยในเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์าคตะวันออกเฉียงเหนือและาคใต้ รวม 10 แห่ง จัดตั้งหน่วยบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยีขึ้น เพื่อเป็นการวางรากฐานงานบริการแก่เอกชน แล้วขยายผลเป็นอุทยานวิทยาศาสตร์ในูมิาคต่อไปในอนาคต

ศ.ดร.ชัชนาถ กล่าวถึงวัตถุประสงค์สมาคมฯว่า เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงานและเผยแพร่ข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ของหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย รวมถึงเป็นศูนย์กลางการพัฒนา การสร้างเสริมขีดความสามารถของบุคลากรผู้บริหารหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ให้มีความเข้มแข็งสามารถช่วยเหลือเอกชนที่เข้ามาใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิาพ ที่สำคัญคือเป็นศูนย์กลางของการติดต่อกับเครือข่ายหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ในระดับนานาชาติ และเป็นประชาคมของหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจ อุทยานวิทยาศาสตร์ และอุทยานเทคโนโลยีต่างๆ ในประเทศไทย อันจะเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนสู่เป้าหมายร่วมกันของทั้ง 3 หน่วยงาน ขณะเดียวกันสมาคมฯ ได้ดำเนินการยื่นจดทะเบียนตามกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะได้รับการขึ้นทะเบียนายในเร็วๆ นี้

รองผู้อำนวยการ สวทช. ชี้แจงด้วยว่า บทบาทของ สวทช. โดยศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี หรือศจ. มีารกิจในการยกระดับเทคโนโลยีาคอุตสาหกรรม และการริเริ่มสร้างความเข้มแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับประเทศ มีกิจกรรมและกลไกต่างๆ อาทิ การสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในการยกระดับเทคโนโลยีาคอุตสาหกรรม และมีหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจเทคโนโลยี อุทยานวิทยาศาสตร์ และอุทยานเทคโนโลยี เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สำคัญ ทั้งนี้ มีจำนวนศูนย์ทั้งสิ้น 92 แห่ง โดยแบ่งอยู่ในความดูแลของ สกอ.จำนวน 56 แห่ง สสว.จำนวน 24 แห่ง และสวทช.จำนวน 12 แห่ง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย หรือซอฟต์แวร์พาร์ค ได้บ่มเพาะมาแล้ว 3 ปี ปีละประมาณ 30 คน

ด้านดร.สุเมธ แย้มนุ่นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ หรือ สกอ. กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเป็นหน่วยงานสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา (University Business Incubator :UBI) โดยมีเป้าหมายให้ UBI ทำหน้าที่บ่มเพาะให้เกิดผู้ประกอบการใหม่ และบริษัทจัดตั้งใหม่ ที่จะได้รับการดูแลให้มีพัฒนาการเติบโต โดยใช้ข้อได้เปรียบจากสาพแวดล้อมทางวิชาการ เสริมสร้างความเข้มแข็งและสามารถพัฒนาเป็น บริษัทธุรกิจเต็มรูปในอนาคต รวมทั้งเป็นช่องทางการนำผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมที่สร้างในสถาบันอุดมศึกษาพัฒนาสู่กระบวนการใช้งานเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างวงจรรายได้ ผลประโยชน์กลับสู่สถาบันอุดมศึกษาและประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ บทบาทของ สกอ. ในสมาคมฯ ยังสนับสนุนการเชื่อมโยงให้เกิดความร่วมมือต่างๆ ระหว่างมหาวิทยาลัย และหน่วยให้บริการอื่นายในสมาคม เพื่อใช้องค์ความรู้ ผลงานวิจัย ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาของสถาบันอุดมศึกษา ร่วมพัฒนาวิสาหกิจในประเทศไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

ส่วนนายักดิ์ ทองส้มรองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือสสว. เล็งเห็นว่าารกิจหลักของระบบบ่มเพาะวิสาหกิจ คือ การส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีของประเทศไทย จึงได้จัดตั้งโครงการบ่มเพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ขึ้นในปี 2547 ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่เน้นการพัฒนาความสามารถของผู้ประกอบการ พร้อมกับการสร้างโอกาสในการดำเนินธุรกิจ ายใต้ความช่วยเหลือของทีมพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาธุรกิจ โดยที่ผ่านมาได้สนับสนุนงบประมาณดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจอย่างต่อเนื่อง

รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. ชี้แจงว่า สสว.ได้ร่วมกับสถาบันการศึกษาทั้งของาครัฐและเอกชน หน่วยงานาคเอกชน สาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการไทย หอการค้าไทย จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจรวม 20 แห่ง โดยดำเนินการช่วยเหลือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น ขณะเดียวกัน สสว. ยังจัดให้มีกิจกรรมพัฒนาบุคลากรด้านบ่มเพาะ เพื่อให้เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้การดำเนินโครงการประสบความสำเร็จ

“สำหรับความร่วมมือระหว่าง สสว. สวทช. และ สกอ. ในการจัดตั้งสมาคมหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย หรือThai–BISPA ครั้งนี้ นับเป็นก้าวย่างสำคัญในการพัฒนาระบบบ่มเพาะธุรกิจ ให้สามารถช่วยเหลือและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยได้อย่างมีประสิทธิาพ เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ และความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ที่จะนำไปสู่การถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างกันแล้ว ในส่วนของผู้ประกอบการก็สามารถใช้บริการของ สสว. และศูนย์บ่มเพาะฯ ที่เป็นสมาชิก ในการพัฒนาศักยาพของตนเอง เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป” นายักดิ์ กล่าว

แม้ว่าการก่อตั้งสมาคม Thai-BISPA จะเป็นการประชาสัมพันธ์ และเสริมสร้างความสัมพันธ์กันระหว่างเครือข่ายหน่วยบ่มเพาะธุรกิจต่างๆ ทั่วประเทศ ตามเจตนารมย์ของผู้ร่วมจัดตั้งอย่าง สวทช. สกอ. และสสว. แล้ว แต่ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ได้ว่าผู้ประกอบการไทยจะมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น หากผู้ประกอบการทุกาคส่วนที่เกี่ยวข้องไม่เล็งเห็นเห็นถึงความสำคัญ ขวนขวาย เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง งบประมาณที่ต้องจ่ายเพื่อการดำเนินงานก็จะสูญเปล่า ตรงกันข้ามถ้าเกิดการพัฒนาอย่างจริงจัง เชื่อว่าศักยาพของผู้ประกอบการไทยคงไม่แพ้ใครในโลกแน่…

ดึง e-Commerce วางพื้นฐาน-เปิดประตูสู่ธุรกิจให้นศ.

มิถุนายน 4th, 2009

<h1>hosting ,โฮสติ้ง , host , webhost, webhosting, โฮสต์ ,domainname ,โดเมนเนม ,webdesign , ทำเวบ , จัดทำเวบ , อยากทำเวบ</h1>

ปัจจุบัน e-Commerce ไม่ใช่เพียงช่องทางในการดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่ ที่บรรดาผู้ประกอบการ นักลงทุน หรือหน่วยงานาคเอกชนเล็งเห็น แต่สถาบันการศึกษาและหน่วยงานาครัฐ ก็เริ่มให้ความสนใจและนำระบบดังกล่าวมาใช้อย่างกว้างขวาง แม้มิได้มุ่งหวังผลกำไรเชิงธุรกิจ แต่หน่วยงานเหล่านั้นล้วนมีเป้าหมายในการดำเนินงาน ที่ถูกกำหนดขึ้นายใต้กรอบแห่งวัตถุประสงค์และข้อจำกัดทางเทคโนโลยีของแต่ละหน่วยงาน

เช่นเดียวกับ ที่มหาวิทยาศรีปทุมได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการทางธุรกิจดังกล่าว และเริ่มดำเนินการ จัดโครงการส่งเสริมความรู้ทางธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Commerce เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2552 ที่ผ่านมา ด้วยความร่วมมือจากผู้ประกอบการ ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจออนไลน์ อาทิ ตลาดดอทคอมและเพย์สบาย เพื่อให้ความรู้แก่นักศึกษาชั้นปีที่ 2-4 าควิชาการตลาด จำนวน 300 คนที่ร่วมโครงการ…

นายกมล ชัยวัฒน์คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เล่าถึงวัตถุประสงค์ในการจัดโครงการฯ ว่า เป็นการเชื่อมโยงวิชาการสู่การประกอบวิชาชีพ ด้วยองค์ความรู้ที่นักศึกษาได้จากการเรียนสู่การประยุกต์ใช้จริง เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเข้าใจจากการลงมือปฏิบัติ และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาระบบ e-Commerce และสามารถตอบสนองธุรกิจได้อย่างสมบูรณ์ จากช่องทางในการดำเนินธุรกิจ ที่จะมอบประสบการณ์และสร้างรายได้ให้แก่นักศึกษาหรือครอบครัว โดยการเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัวก่อนขยายไปยังสิ่งที่ไกลออกไป

คณบดีคณะบริหารธุรกิจ ม.ศรีปทุม ชี้แจงต่อว่า ในอดีต ประเทศไทยมองการทำธุรกิจ e-Commerce ในทิศทางที่ไม่ดี เนื่องจากความไม่ปลอดัยในระบบการชำระเงิน และความไม่ซื่อสัตย์ของผู้ประกอบการ ประกอบกับข่าวสารด้านลบต่างๆ ที่ประชาชนได้รับ ทำให้ประโยชน์จาก e-Commerce เช่น การลงทุนต่ำ ความเสี่ยงน้อยถูกมองข้าม ตนเชื่อว่าอนาคต ทุกธุรกิจจะต้องก้าวสู่ระบบอินเทอร์เน็ต เนื่องจากปัจจุบัน ธุรกิจเกือบทุกประเทต่างมีเว็บไซต์และบริการออนไลน์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโค และยืนยันให้เห็นว่าสังคมไทยยอมรับและเข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น แม้ธุรกิจ e-Commerce ในต่างประเทศจะมีอัตราการเติบโตสูงกว่าในประเทศไทย เนื่องจากข้อจำกัดในด้านเวลาและการเดินทาง การเข้าถึงเทคโนโลยีและประโยชน์ที่ได้รับ ประกอบกับปัญหาต่างๆ ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ตนเชื่อว่า ปัจจัยดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจ e-Commerce กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

ส่วนนางสาวบรินดา ศัลยวุฒิหัวหน้าโครงการความร่วมมือ โครงการส่งเสริมความรู้ทางธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อธิบายว่า ขณะนี้ มหาวิทยาลัยฯ เปิดโอกาสให้นักศึกษาทดลองดำเนินธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยการเปิดหน้าร้านแบบออนไลน์ เพื่อศึกษาวิธีดำเนินธุรกิจออนไลน์และสามารถปฏิบัติได้จริง โดยการทดลองขายสินค้าทางเว็บไซต์ตลาดดอทคอม ผลการดำเนินงานประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่ายอดการจำหน่ายสินค้าผ่านหน้าร้านของนักศึกษายังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ แต่จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์นั้น อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ โดยสินค้าส่วนใหญ่ที่นักศึกษาเลือกจำหน่าย คือสินค้าประเทแฟชั่น อาทิ เสื้อผ้า คอนแทคเลนส์ ส่วนสินค้าที่ได้รับความนิยมและมียอดการจำหน่ายสูงสุด คือ นาฬิกา

หัวหน้าโครงการฯ อธิบายต่อว่า คนไทยไม่นิยมสั่งซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต แต่จะเข้ามาศึกษาและค้นหาข้อมูลเพื่อซื้อจากร้านค้าทั่วไป หากลูกค้าได้ศึกษาข้อมูลและตัดสินใจซื้อสินค้าจากร้านค้าจริง จะพบว่าสินค้าที่ขายในท้องตลาด มีราคาสูงกว่าสินค้าที่ขายผ่านอินเทอร์เน็ตและจะหันมาสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ทำให้การซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต มีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ทิศทางธุรกิจ e-Commerce ในประเทศไทย อาจเป็นการซื้อขายแบบค่อยเป็นค่อยไป ถึงอย่างไร เชื่อว่าเยาวชนในปัจจุบันเติบโตพร้อมกับโลกออนไลน์ ความคุ้นเคยที่ถูกสั่งสมจะช่วยให้เกิดความสนใจ และกระตุ้นให้ธุรกิจดังกล่าวประสบความสำเร็จมากกว่าที่เคยอย่างแน่นอน

ด้านนายาวุธ พงษ์วิทยานุกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดดอทคอม จำกัด ให้รายละเอียดว่า บริษัทฯ ถือเป็นผู้ให้บริการธุรกิจ e-Commerce แบบครบวงจรรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย นอกจากบริการด้านเว็บไซต์และศูนยกลางการซื้อขายออนไลน์ คือ TARAD.com และ ThaiSecondhand.com บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญถึงองค์ความรู้ด้าน e-Commerce และ e-Business อย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นการสนับสนุนและร่วมมือระหว่างาคเอกชนและสถาบันการศึกษา เพื่อถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีแก่นักศึกษา โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทฯ ร่วมให้ความรู้และคำแนะนำ ด้วยความมุ่งหวังว่า หลักสูตรการเรียนดังกล่าวจะสามารถสร้างประสบการณ์และรายได้ให้แก่นักศึกษา และอาจสร้างโอกาสในการทำตลาดผ่านอินเทอร์เน็ต เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

ขณะที่นายสมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรีผู้จัดการทั่วไป บริษัท เพย์สบาย จำกัด ให้ข้อมูลว่า สาเหตุที่เพย์สบายร่วมสนับสนุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยศรีปทุม เนื่องจากบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการศึกษาแบบปฏิบัติจริง เพื่อสร้างพื้นฐานและโอกาสที่ดีในการดำเนินธุรกิจแก่นักศึกษา ให้เข้าใจระบบ e-Commerce และการตลาดออนไลน์อย่างชัดเจน และนำไปพัฒนาธุรกิจ e-Commerce ในอนาคต ด้วยช่องทางและเครื่องมือทางการตลาด ประกอบกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น ระบบชำระเงินออนไลน์ ที่ช่วยให้การดำเนินธุรกิจดังกล่าวมีประสิทธิาพและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

จากหลากหลายมุมมองและทัศนคติของแต่ละหน่วยงาน แม้จะมีความแตกต่างในรายละเอียดบางประการ แต่ก็มีทิศทางหนึ่งที่ทุกฝ่ายล้วนให้ความเห็นคล้ายคลึงกัน นั่นคือ ความคาดหวังว่าธุรกิจ e-Commerce จะสามารถเติบโตและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ายในอนาคตอันใกล้ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและขยับใกล้ผู้บริโคมากขึ้น รวมถึงองค์ความรู้และวิธีการดำเนินงานต่างๆ ที่ได้รับการพัฒนา อาจเป็นเครื่องยืนยันถึงแนวโน้มการดำเนินธุรกิจออนไลน์ที่สำคัญ ว่าโอกาสและความสำเร็จนั้น คงอยู่ไม่ไกลเกินความเป็นจริง…

ทำความรู้จักผู้บริหาร WTEC กับแนวคิดโซลูชั่น ไอที ไฮบริดจ์

มิถุนายน 4th, 2009

<h1>hosting ,โฮสติ้ง , host , webhost, webhosting, โฮสต์ ,domainname ,โดเมนเนม ,webdesign , ทำเวบ , จัดทำเวบ , อยากทำเวบ</h1>

ในยุคที่เศรษฐกิจทั่วโลกไม่ค่อยดีแบบนี้ การลดค่าใช้จ่าย หรือการรัดเข็มขัดคงเป็นทางเลือกหลัก สำหรับองค์กรธุรกิจเอกชน ไปจนถึงหน่วยงานาครัฐ เพื่อเก็บเงินไว้ใช้จ่ายในส่วนที่จำเป็น แต่อย่งไรก็ตามการทำธุรกิจ งานด้านไอที ยังจำเป็นต้องลงทุน เพราะระบบโครงสร้างไอทีต้องปรับตัวรองรับกับปริมาณงาน และขนาของบริษัทที่ต้องขยายตัว หรือ เอามาเพิ่มประสิทธิาพการทำงานให้มากขึ้น ขณะที่ขนาดองค์กรยังมีเท่าเดิม

แนวคิดไอทีแบบไฮบริดจ์เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็นส่วนผสมระว่างของฟรี และของที่ต้องจ่ายเงิน ด้วยฝีมือของทีมงานคนไอทีกลุ่มเล็กๆ ที่ก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจเป็นผู้วางระบบไอที ที่นำเอาความเชี่ยวชาญบนซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส มาใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ จนเป็นที่รู้จักในวงการไอทีเมืองไทย อะไรที่ทำให้บริษัทเล็กๆ ประสบความสำเร็จ และมุมมองของผู้บริหารหนุ่มไฟแรงพิรุณ พิหะเคนกรรมการผู้จัดการบริษัทดับเบิลยูทีอีซี จำกัดจะมาเป็นผู้ให้รายละเอียด ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้นเชิญติดตามได้แล้ว ณ บัดนี้…

IT Digest: จุดเริ่มต้นของบริษัท ดับบลิวทีอีซี เป็นมาอย่างไร

พิรุณ:ก่อนหน้านี้ประมาณ 6 ปีที่แล้ว เราเคยเป็นบริษัทวินสโตร์ เทคโนโลยีที่เป็นบริษัทลูกของบริษัทวินสโตร์ เมื่อวินสโตร์มีการควบรวมกิจการกับบริษัททีวี ไดเร็ค บริษัทวินสโตร์ เทคโนโลยีถูกตั้งขึ้นมา เพื่อดูแลด้านไอทีให้กับบริษัทในเครืออีก 12 บริษัท รวมทั้งยังทำให้หางานนอก เพื่อเอารายได้มาช่วยลดต้นทุนายในบริษัทด้วย แต่การควบรวมดำเนินไปได้ไม่ถึง 1 ปี บริษัทวินสโตร์ต้องถอนตัวออกมา เมื่อธุรกิจายหลังการควบรวมไม่ประสบความสำเร็จ หลังจากนั้นบริษัทวินสโตร์ก็ปิดกิจการ เลยมีความคิดจะเปลี่ยนชื่อใหม่ เพราะคนทั่วไปจะมองว่าเราทำธุรกิจค้าปลีก เพราะวินสโตร์มีธุรกิจหลัก คือ ทำด้านรีเทล ค่อนข้างมีชื่อเสียง

หลังจากที่เปลี่ยนชื่อมาเป็นบริษัทดับเบิลยูทีอีซี จำกัด หรือ ดับบลิวเทค(WTEC)เพราะชื่อฟังแล้วเหมาะสมกับธุรกิจด้านเทคโนโลยีดี เริ่มต้นจากเมื่อก่อนธุรกิจดำเนินการแบบวิศวกรคุมเอง ด้านเทคโนโลยีก็จะเก่งมาก แต่การทำการตลาด หรือการหาลูกค้าไม่ดี เพราะคุยกับลูกค้าไม่รู้เรื่อง จนขณะนี้ บริษัทมีพนักงานประมาณ 55 คน เป็นวิศวกรเกือบ 20 คน พนักงานขายอีก 20 คน อยู่ในระดับธุรกิจขนาดกลาง และเล็ก หรือ เอสเอ็มอี มีลูกค้าประมาณ 2-3 ร้อยราย

เมื่อครั้งที่ตั้งบริษัทฯ ขึ้นมาใหม่แล้ว ยังไม่สามารถหาลูกค้าไม่ได้ เพราะไม่เป็นที่รู้จักในตลาด การทำธุรกิจค่อนข้างลำบาก เนื่องจากยังไม่มีงานลูกค้าไว้อ้างอิง จนเมื่อได้งานที่ 2 จากบริษัทสยามนิสสัน งานนี้ทีมงานจึงทำเต็มที่กำไรน้อยมาก แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี อย่างน้อยก็ได้ทำงานให้กับบริษัทใหญ่ๆ ตลอด 2 ปีแรกที่ทำธุรกิจค่อนข้างลำบาก แต่ผ่านไป 5 ปีแล้วถือว่า ขณะนี้ บริษัทอยู่ตัว เพราะได้ลูกค้าประจำที่ซื้อของตลอดถึง 50 บริษัท

IT Digest: ขณะนี้ บริษัท มีธุรกิจบริการ และเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับผลิตัณฑ์ใดบ้าง

พิรุณ:ธุรกิจหลักๆ คือเป็นผู้วางระบบไอทีหรือSI: System Integratorและเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตัณฑ์(Distributor)ของบริษัทโซโฟสซิเคียวริตี้ โซลูชั่นบริษัทยูทิมาโก้ที่เป็นซอฟต์แวร์เข้ารหัสข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์ และ กำลังจะเป็นตัวแทนจำหน่ายของเอเชียนุกซ์ที่เป็นซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส มาจากความร่วมมือของประเทศจีน และเกาหลีใต้ โดยในการเป็นเอสไอ บริษัทฯ จะเน้นไปทีความต้องการของลูกค้า โดยจะมีทีมงานเข้าไปตรวจสอบโครงสร้างด้านไอที เพื่อหาช่องโหว่ และรับฟังความต้องการ ก่อนจัดโซลูชั่นไอทีแบบต่างๆ ให้อย่างเหมาะสม

ขณะที่งานตัวแทนจำหน่าย ก็จะชูผลิตัณฑ์เป็นตัวนำในการทำการตลาด ส่วนโอเพนซอร์สก็จะมาช่วยเสริมด้านการลดต้นทุนในองค์กร อาทิ เว็บเซิร์ฟเวอร์ เมล์เซิร์ฟเวอร์ หรือ การทำเวอร์ชวลไลเซชั่น การที่ได้เอเชียนุกซ์มาก็ทำให้เป็นตัวเลือกสำหรับองค์กรที่ต้องการลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากตัวโอเพนซอร์สไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ มีแต่ค่าบริการติดตั้งจ่ายครั้งเดียวใช้ได้ตลอดชีวิต อีกททั้งยังมีความยืดหยุ่นในการติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติม จึงถือว่าลีนุกซ์ตัวนี้มีอนาคตที่สดใส ไม่แพ้ลีนุกซ์จากค่ายเรดแฮท หรือ ซูซี่

IT Digest: าพรวมของบริษัทในปี 2551 ที่ผ่านมา และเป้าหมายในปี 2552

พิรุณ:าพรวมของธุรกิตลอดปี 2551 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีรายได้ประมาณ 200 ล้านบาท โตขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปี 2550 ส่วนปี 2552 รายได้ก็น่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% หรือ ประมาณ 300 ล้านบาท จากสาพเศรษฐกิจของไทยที่ยังไม่ค่อยดี กลุ่มลูกค้าเอกชนน่าจะชะลอการใช้จ่าย หรือ ซื้อเท่าที่จำเป็น ดังนั้นบริษัทฯ จะเน้นทำการตลาดกับโครงการของหน่วยงานาครัฐมากขึ้น จากที่ผ่านมาสัดส่วนลูกค้าเอกชน กับหน่วยงานของรัฐอยู่ที่ 70% และ 30% ตามลำดับ แต่เมื่อมองที่มูลค่าของธุรกิจ หน่วยงานาครัฐมีสัดส่วนถึง 60% และปีนี้ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 70%

IT Digest: กลยุทธ์ของWTECเพื่อทำการตลาดโซลูชั่นด้านไอทีในปี 2552

พิรุณ:กลยุทธ์ในการทำธุรกิจปี 2552 นี้ ดับบลิวเทคจะเน้นการรักษาลูกค้าเก่า ด้วยการเพิ่มคุณาพการให้บริการ เพิ่มคนเข้ามาดูแล รับฟังความคิดเห็น และคำติชมจากลูกค้า ขณะเดียวกันจะมองหาลูกค้าใหม่แบบระมัดระวัง เลือกลูกค้าที่มีเครดิตฐานการเงินมั่นคง รวมถึงเข้าร่วมกับโครงการจัดซื้อจัดจ้างของาครัฐมากขึ้น

จุดนี้คิดว่ากลยุทธิ์ไม่น่าจะต่างไปจากบริษัทไอทีรายอื่นๆ แต่การที่ดับบลิวเทคเป็นบริษัทไอทีขนาดเล็ก จึงน่าจะมีช่องว่างเพื่อหาโอกาสเจาะตลาดมากกว่าบริษัทไอทีขนาดใหญ่สำหรับลูกค้าใหม่ๆ ในสาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบนี้ ที่ผ่านมาเราได้มาจากการบอกแบบปากต่อปากของลูกค้าเอง หรือลูกค้าที่มาตามผลิตัณฑ์ที่บริษัทฯ เป็นตัวแทนจำหน่าย และอีกส่วนมาจากฐานลูกค้าในมือของพนักงานขายแต่ละคน

IT Digest:มุมมอง และแนวคิดการทำโซลูชั่นไอทีแบบไฮบริดจ์ ของบริษัทฯ เป็นอย่างไร

พิรุณ:ไอทีแบบไฮบริดจ์คือการใช้งานโซลูชั่นไอทีที่ผสมกันระหว่างซอฟต์แวร์แบบเชิงพาณิชย์ที่คิดเงินตามจำนวนผู้ใช้งาน และโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ ที่ไม่ต้องจ่ายค่าสิทธิ์การใช้งาน ถือเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่คุ้มค่า ส่วนมากลูกค้าที่ได้รับทราบวข้อมูลจากทีมงานของดับบลิวเทคจะชอบ เพราะสามารถผสมผสานการทำงานระหว่างซอฟต์แวร์ 2 ประเท เพราะบางฟีเจอร์โอเพนซอร์สอาจทำงานได้ดีกว่า การใช้ซอฟต์แวร์แบบเชิงพาณิชย์

ในทางกลับกันตัวซอฟต์แวร์ที่ราคาแพงก็มีความน่าเชื่อถือ หรือมีการทำงานที่เสถียรมากกว่าโอเพนซอร์ส เป็นต้น จุดนี้ดับบลิวเทคพยายามเสนอไอทีแบบบไฮบริดจ์เป็นทางเลือกสำหรับลูกค้า อย่างไรก็ตามในทางธุรกิจการทำโอเพนซอร์สรายได้ไม่สูงนัก กำไรไม่มากเท่าใดบริษัทจึงต้องเน้นขายงานบริการดูแลแบบถึงที่ทำงาน โดยลูกค้าจำนวนไม่น้อยฟังแล้วมีความสนใจ ทว่ายังไม่กล้าตัดสินใจซื้อ ก็ต้องพยายามให้ความรู้ เชื่อว่างานของแผนกนี้แม้จะมีการเติบโตช้า แต่ก็มีความแน่นอนและมีอนาคตที่ดี เนื่องจากเทคโนโลยีมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

IT Digest: การที่บริษัททำธุรกิจโซลูชั่นไอที โอเพนซอร์ส และซิเคียวริตี้ แต่ละส่วนเกื้อหนุนในการทำตลาดอย่างไร

พิรุณ:ในความจริงซเคียวริตี้ และโอเพนซอร์สก็มีความเกี่ยวข้องกันอยู่ เพราะบนอุปกรณ์UTM: Unified Tread Managementของผลิตัณฑ์โซโฟสก็มีระบบปฏิบัติการที่ใช้ลีนุกซ์ รันอยู่เบื้องหลัง ไม่จำเป็นต้องพึงพาวินโดวส์ในการทำงาน การที่ใช้โปรกรมโอเพนซอร์ส ที่รูปแบบการใช้งานใกล้เคียงกับที่ใช้บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ วิศวกรระบบไอทีก็จัดการ ตั้งค่าได้ง่ายขึ้นถือเป็นการตอบโจทย์ของการทำไอทีไฮบริดจ์ โดยการทำซิเคียวริตี้เก่งหรือไม่เก่ง ตัวชื่อเป็นแค่ลูกเล่นในการทำตลาด แต่ในการใช้งานจริงหากมีการออกแบบ และวางระบบโครงสร้างด้านไอทีที่ดีแล้ว ความปลอดัยก็จะเกิดขึ้นได้เหมือนกัน

IT Digest: มุมมองที่มีต่อการลงทุนด้านไอทีขององค์กราครัฐ และเอกชนในปี 2552

พิรุณ:ที่ผ่านมาการลงทุนด้านไอทีลดลงทั้ง 2 ฝั่ง าคเอกชนอยู่ในช่วงรัดเข็มขัด งบน้อยไม่กล้าที่จะลงทุนมาก จะเลือกเฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้น ส่วนาครัฐจะมีการจัดงบมาสำหรับจัดซื้อจัดจ้างในโครงการต่างๆ อยู่แล้ว แต่เมื่อเทียบกับปี 2551 ขนาดของโครงการ และมูลค่าในการจัดซื้ออาจจะน้อยกว่า หรือใกล้เคียงกัน โครงการขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกต์ปีนี้มีไม่มาก

าคเอกชนเมื่อดูแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มโรงงาน และอุตสาหกรรมการผลิต ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจค่อนข้างรุนแรง รวมไปถึงกลุ่มที่ทำธุรกิจส่งอออก ชะลอการใช้จ่ายแบบเห็นได้ชัด แม้แต่ในส่วนของคู่ค้าด้านไอที ที่ดับลิวเทคเป็นพันธมิตรอยู่ ยังมีการปลดคนงานในส่วนที่ไม่จำเป็นเช่นเดียวกัน โดยบริษัทฯ พยายามระมัดระวังในการทำธุกิจ แต่เชื่อว่าไม่น่าร้ายแรงเหมือนกับสมัยวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540

IT Digest: มองการสนับสนุนอุตสาหกรรมด้านไอทีของรัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง

พิรุณ:เนื่องจากที่ผ่านมาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของประเทศไทย เสียดูลการค้ากับประเทศฝั่งตะวันตกมาก ส่วนตัวจึงมีความเห็นว่าบางที ถ้าประเทศไทยมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้ายในประเทศเอง โดยความร่วมมือระหว่างาครัฐ และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ในประเทศ ก็จะสามารถช่วยลดเงินตราที่รั่วไหลออกไปต่างประเทศได้ แต่ตัวซอฟต์แวร์ที่จะเอามาใช้ หรือเอามาพัฒนาต้องมีคนเก่งๆ ทำ และต้องมีมาตราการลดหย่อนทางาษีแก่ บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ไทย และบริษัทที่นำเอาซอฟต์แวร์ของคนไทยไปใช้งาน

หากทำได้จะถือได้ว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอย่างแท้จริง ตรงจุดนี้อยากให้คนไทยทุกคนช่วยกันสนับสนุน ซอฟต์แวร์ที่ผลิตโดยคนไทย เพราะแม้แต่ในต่างประเทศยังมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้เอง เช่น เยอรมนี ในบางเมืองนำเอาโอเพนซอร์สมาใช้ในการบริหารราชการเช่นกัน แสดงว่าชาวต่างชาติก็ใช้โอเพนซอร์สเพื่อลดต้นทุนได้ ไม่ต้องซื้อของแพงๆ ใช้งาน หากเราไม่สนับสนุนคนไทย ในอนาคตก็จะไม่มีคนเก่งๆ เข้ามาทำงานกับบริษัทไอที เพราะรายได้ หรือผลตอบแทนไม่เท่ากับการทำงานในสถาบันการเงิน หรือ บริษัทซอฟต์แวร์ข้ามชาติ

IT Digest: แนวโน้มของเทรนด์การใช้เว็บแอพลิเคชัน เพื่อทำงานายในองค์กร ส่วนตัวมีความเห็นอย่างไร

พิรุณ:เว็บ แอพลิเคชัน กำลังเป็นเทรนด์การใช้งานไอทีที่มาแรง เพราะมีการทำงานผ่านระบบปฏิบัติการบนเว็บบราวเซอร์ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จึงทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา แต่ขณะนี้คนยังกังวลเรื่องความปลอดัย เมื่อต้องนำข้อมูลส่งผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่เมื่อมีการนำเอาโซลูชั่นการเข้ารหัสปกป้องข้อมูลที่อยู่ในฮาร์ดดิสก์ คนก็จะไม่กลัวที่จะหันมาใช้งาน แล้วยังจะเป็นการผลักดันให้มีการใช้งานลีนุกซ์มากขึ้น แต่ว่าาพที่กล่าวมานั้นอาจต้องรอไปอีก 20 ปี

เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้การทำธุรกิซอฟต์แวร์แบบคิดเงินจากจำนวนสิทธิ์การใช้งาน หรือ ขายไลเซนส์ จะไม่ใช่ทางเลือกสำหรับองค์กรยุคใหม่ โดยองค์กรที่มีเงินพร้อมจ่ายมากพอจะซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ราคาแพงคงมีอยู่ไม่มาก และซอฟต์แวร์ถ้าไม่ดีจริงก็จะขายไม่ได้ ถ้าขายแพงก็จะเจอกับปัญหาซอฟต์แวร์เถื่อน

ขณะนี้ ผู้ผลิตซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ จะมีการร่วมมือกันก่อนผลิตโปรแกรมใหม่ๆ ออกมา และโปรแกรมใหม่ๆ มักต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สเปกสูงขึ้นเรื่อยๆ หากต้องารใช้ซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ผู้ใช้งานต้องซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ควบคู่กัน กลายเป็นการลงทุนเกินความจำเป็น แนวคิดการใช้เว็บแอพลิเคชัน จึงเข้ามาตอบสนอง เพราะทุกอย่างอยู่บนเว็บเบส เทคโนโลยี อาทิ กูเกิ้ลแอพส์ (Google Apps)ที่กำลังได้รับความนิยม เป็นต้น

IT Digest:มีอะไรฝากถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์บ้าง

พิรุณ:สำหรับ ดับบลิวเทคเราเป็นบริษัทไอทีที่ดำเนินงานดดยคนไทย 100% และยังเป็นเอสไอที่เน้นการนำเสนอสินค้าและโซลูชั่นที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจ เช่นการเพิ่มความปลอดัยด้วยอุปกรณ์ไอที ซิเคียวริตี้ หรือเข้าไปช่วยลดต้นทุนด้วยไอทีไฮบริดจ์ ดึงเอาโอเพนซอร์สมาลดต้นทุน เทคโนโลยีเวอร์ชวลไลเซชั่น ลดการซื้อฮาร์ดแวร์จำนวนมากๆ แล้วหันมาซื้อเครื่องที่รองรับการใช้งานได้มากที่สุดเครื่องเดียว เป็นต้น

ขณะเดียวกัน บางทีการซื้อสินค้าที่มีราคาถูกที่สุด หรือได้ราคาที่เสนอมาต่ำที่สุด ก็ใช่ว่าจะได้โซลูชั่นที่ดี หรือประหยัดได้จริง แต่ต้องมองไปถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะตามมาในายหลัง เชื่อได้ว่าพ่อค้าคงไม่ยอมขาดทุนแน่ๆ การยอมจ่ายแพงขึ้นอีกเล็กน้อย เพื่อให้ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีกว่า อาจเป็นคำตอบใหม่สำหรับการลงทุนไอทีในยุคนี้ก็ได้…..

ทำความรู้จักผู้บริหาร WTEC กับแนวคิดโซลูชั่น ไอที ไฮบริดจ์

มิถุนายน 4th, 2009

<h1>hosting ,โฮสติ้ง , host , webhost, webhosting, โฮสต์ ,domainname ,โดเมนเนม ,webdesign , ทำเวบ , จัดทำเวบ , อยากทำเวบ</h1>

ในยุคที่เศรษฐกิจทั่วโลกไม่ค่อยดีแบบนี้ การลดค่าใช้จ่าย หรือการรัดเข็มขัดคงเป็นทางเลือกหลัก สำหรับองค์กรธุรกิจเอกชน ไปจนถึงหน่วยงานาครัฐ เพื่อเก็บเงินไว้ใช้จ่ายในส่วนที่จำเป็น แต่อย่งไรก็ตามการทำธุรกิจ งานด้านไอที ยังจำเป็นต้องลงทุน เพราะระบบโครงสร้างไอทีต้องปรับตัวรองรับกับปริมาณงาน และขนาของบริษัทที่ต้องขยายตัว หรือ เอามาเพิ่มประสิทธิาพการทำงานให้มากขึ้น ขณะที่ขนาดองค์กรยังมีเท่าเดิม

แนวคิดไอทีแบบไฮบริดจ์เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็นส่วนผสมระว่างของฟรี และของที่ต้องจ่ายเงิน ด้วยฝีมือของทีมงานคนไอทีกลุ่มเล็กๆ ที่ก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจเป็นผู้วางระบบไอที ที่นำเอาความเชี่ยวชาญบนซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส มาใช้ร่วมกับซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ จนเป็นที่รู้จักในวงการไอทีเมืองไทย อะไรที่ทำให้บริษัทเล็กๆ ประสบความสำเร็จ และมุมมองของผู้บริหารหนุ่มไฟแรงพิรุณ พิหะเคนกรรมการผู้จัดการบริษัทดับเบิลยูทีอีซี จำกัดจะมาเป็นผู้ให้รายละเอียด ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้นเชิญติดตามได้แล้ว ณ บัดนี้…

IT Digest: จุดเริ่มต้นของบริษัท ดับบลิวทีอีซี เป็นมาอย่างไร

พิรุณ:ก่อนหน้านี้ประมาณ 6 ปีที่แล้ว เราเคยเป็นบริษัทวินสโตร์ เทคโนโลยีที่เป็นบริษัทลูกของบริษัทวินสโตร์ เมื่อวินสโตร์มีการควบรวมกิจการกับบริษัททีวี ไดเร็ค บริษัทวินสโตร์ เทคโนโลยีถูกตั้งขึ้นมา เพื่อดูแลด้านไอทีให้กับบริษัทในเครืออีก 12 บริษัท รวมทั้งยังทำให้หางานนอก เพื่อเอารายได้มาช่วยลดต้นทุนายในบริษัทด้วย แต่การควบรวมดำเนินไปได้ไม่ถึง 1 ปี บริษัทวินสโตร์ต้องถอนตัวออกมา เมื่อธุรกิจายหลังการควบรวมไม่ประสบความสำเร็จ หลังจากนั้นบริษัทวินสโตร์ก็ปิดกิจการ เลยมีความคิดจะเปลี่ยนชื่อใหม่ เพราะคนทั่วไปจะมองว่าเราทำธุรกิจค้าปลีก เพราะวินสโตร์มีธุรกิจหลัก คือ ทำด้านรีเทล ค่อนข้างมีชื่อเสียง

หลังจากที่เปลี่ยนชื่อมาเป็นบริษัทดับเบิลยูทีอีซี จำกัด หรือ ดับบลิวเทค(WTEC)เพราะชื่อฟังแล้วเหมาะสมกับธุรกิจด้านเทคโนโลยีดี เริ่มต้นจากเมื่อก่อนธุรกิจดำเนินการแบบวิศวกรคุมเอง ด้านเทคโนโลยีก็จะเก่งมาก แต่การทำการตลาด หรือการหาลูกค้าไม่ดี เพราะคุยกับลูกค้าไม่รู้เรื่อง จนขณะนี้ บริษัทมีพนักงานประมาณ 55 คน เป็นวิศวกรเกือบ 20 คน พนักงานขายอีก 20 คน อยู่ในระดับธุรกิจขนาดกลาง และเล็ก หรือ เอสเอ็มอี มีลูกค้าประมาณ 2-3 ร้อยราย

เมื่อครั้งที่ตั้งบริษัทฯ ขึ้นมาใหม่แล้ว ยังไม่สามารถหาลูกค้าไม่ได้ เพราะไม่เป็นที่รู้จักในตลาด การทำธุรกิจค่อนข้างลำบาก เนื่องจากยังไม่มีงานลูกค้าไว้อ้างอิง จนเมื่อได้งานที่ 2 จากบริษัทสยามนิสสัน งานนี้ทีมงานจึงทำเต็มที่กำไรน้อยมาก แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี อย่างน้อยก็ได้ทำงานให้กับบริษัทใหญ่ๆ ตลอด 2 ปีแรกที่ทำธุรกิจค่อนข้างลำบาก แต่ผ่านไป 5 ปีแล้วถือว่า ขณะนี้ บริษัทอยู่ตัว เพราะได้ลูกค้าประจำที่ซื้อของตลอดถึง 50 บริษัท

IT Digest: ขณะนี้ บริษัท มีธุรกิจบริการ และเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับผลิตัณฑ์ใดบ้าง

พิรุณ:ธุรกิจหลักๆ คือเป็นผู้วางระบบไอทีหรือSI: System Integratorและเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตัณฑ์(Distributor)ของบริษัทโซโฟสซิเคียวริตี้ โซลูชั่นบริษัทยูทิมาโก้ที่เป็นซอฟต์แวร์เข้ารหัสข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์ และ กำลังจะเป็นตัวแทนจำหน่ายของเอเชียนุกซ์ที่เป็นซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส มาจากความร่วมมือของประเทศจีน และเกาหลีใต้ โดยในการเป็นเอสไอ บริษัทฯ จะเน้นไปทีความต้องการของลูกค้า โดยจะมีทีมงานเข้าไปตรวจสอบโครงสร้างด้านไอที เพื่อหาช่องโหว่ และรับฟังความต้องการ ก่อนจัดโซลูชั่นไอทีแบบต่างๆ ให้อย่างเหมาะสม

ขณะที่งานตัวแทนจำหน่าย ก็จะชูผลิตัณฑ์เป็นตัวนำในการทำการตลาด ส่วนโอเพนซอร์สก็จะมาช่วยเสริมด้านการลดต้นทุนในองค์กร อาทิ เว็บเซิร์ฟเวอร์ เมล์เซิร์ฟเวอร์ หรือ การทำเวอร์ชวลไลเซชั่น การที่ได้เอเชียนุกซ์มาก็ทำให้เป็นตัวเลือกสำหรับองค์กรที่ต้องการลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากตัวโอเพนซอร์สไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ มีแต่ค่าบริการติดตั้งจ่ายครั้งเดียวใช้ได้ตลอดชีวิต อีกททั้งยังมีความยืดหยุ่นในการติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติม จึงถือว่าลีนุกซ์ตัวนี้มีอนาคตที่สดใส ไม่แพ้ลีนุกซ์จากค่ายเรดแฮท หรือ ซูซี่

IT Digest: าพรวมของบริษัทในปี 2551 ที่ผ่านมา และเป้าหมายในปี 2552

พิรุณ:าพรวมของธุรกิตลอดปี 2551 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีรายได้ประมาณ 200 ล้านบาท โตขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปี 2550 ส่วนปี 2552 รายได้ก็น่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% หรือ ประมาณ 300 ล้านบาท จากสาพเศรษฐกิจของไทยที่ยังไม่ค่อยดี กลุ่มลูกค้าเอกชนน่าจะชะลอการใช้จ่าย หรือ ซื้อเท่าที่จำเป็น ดังนั้นบริษัทฯ จะเน้นทำการตลาดกับโครงการของหน่วยงานาครัฐมากขึ้น จากที่ผ่านมาสัดส่วนลูกค้าเอกชน กับหน่วยงานของรัฐอยู่ที่ 70% และ 30% ตามลำดับ แต่เมื่อมองที่มูลค่าของธุรกิจ หน่วยงานาครัฐมีสัดส่วนถึง 60% และปีนี้ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 70%

IT Digest: กลยุทธ์ของWTECเพื่อทำการตลาดโซลูชั่นด้านไอทีในปี 2552

พิรุณ:กลยุทธ์ในการทำธุรกิจปี 2552 นี้ ดับบลิวเทคจะเน้นการรักษาลูกค้าเก่า ด้วยการเพิ่มคุณาพการให้บริการ เพิ่มคนเข้ามาดูแล รับฟังความคิดเห็น และคำติชมจากลูกค้า ขณะเดียวกันจะมองหาลูกค้าใหม่แบบระมัดระวัง เลือกลูกค้าที่มีเครดิตฐานการเงินมั่นคง รวมถึงเข้าร่วมกับโครงการจัดซื้อจัดจ้างของาครัฐมากขึ้น

จุดนี้คิดว่ากลยุทธิ์ไม่น่าจะต่างไปจากบริษัทไอทีรายอื่นๆ แต่การที่ดับบลิวเทคเป็นบริษัทไอทีขนาดเล็ก จึงน่าจะมีช่องว่างเพื่อหาโอกาสเจาะตลาดมากกว่าบริษัทไอทีขนาดใหญ่สำหรับลูกค้าใหม่ๆ ในสาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบนี้ ที่ผ่านมาเราได้มาจากการบอกแบบปากต่อปากของลูกค้าเอง หรือลูกค้าที่มาตามผลิตัณฑ์ที่บริษัทฯ เป็นตัวแทนจำหน่าย และอีกส่วนมาจากฐานลูกค้าในมือของพนักงานขายแต่ละคน

IT Digest:มุมมอง และแนวคิดการทำโซลูชั่นไอทีแบบไฮบริดจ์ ของบริษัทฯ เป็นอย่างไร

พิรุณ:ไอทีแบบไฮบริดจ์คือการใช้งานโซลูชั่นไอทีที่ผสมกันระหว่างซอฟต์แวร์แบบเชิงพาณิชย์ที่คิดเงินตามจำนวนผู้ใช้งาน และโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ ที่ไม่ต้องจ่ายค่าสิทธิ์การใช้งาน ถือเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่คุ้มค่า ส่วนมากลูกค้าที่ได้รับทราบวข้อมูลจากทีมงานของดับบลิวเทคจะชอบ เพราะสามารถผสมผสานการทำงานระหว่างซอฟต์แวร์ 2 ประเท เพราะบางฟีเจอร์โอเพนซอร์สอาจทำงานได้ดีกว่า การใช้ซอฟต์แวร์แบบเชิงพาณิชย์

ในทางกลับกันตัวซอฟต์แวร์ที่ราคาแพงก็มีความน่าเชื่อถือ หรือมีการทำงานที่เสถียรมากกว่าโอเพนซอร์ส เป็นต้น จุดนี้ดับบลิวเทคพยายามเสนอไอทีแบบบไฮบริดจ์เป็นทางเลือกสำหรับลูกค้า อย่างไรก็ตามในทางธุรกิจการทำโอเพนซอร์สรายได้ไม่สูงนัก กำไรไม่มากเท่าใดบริษัทจึงต้องเน้นขายงานบริการดูแลแบบถึงที่ทำงาน โดยลูกค้าจำนวนไม่น้อยฟังแล้วมีความสนใจ ทว่ายังไม่กล้าตัดสินใจซื้อ ก็ต้องพยายามให้ความรู้ เชื่อว่างานของแผนกนี้แม้จะมีการเติบโตช้า แต่ก็มีความแน่นอนและมีอนาคตที่ดี เนื่องจากเทคโนโลยีมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

IT Digest: การที่บริษัททำธุรกิจโซลูชั่นไอที โอเพนซอร์ส และซิเคียวริตี้ แต่ละส่วนเกื้อหนุนในการทำตลาดอย่างไร

พิรุณ:ในความจริงซเคียวริตี้ และโอเพนซอร์สก็มีความเกี่ยวข้องกันอยู่ เพราะบนอุปกรณ์UTM: Unified Tread Managementของผลิตัณฑ์โซโฟสก็มีระบบปฏิบัติการที่ใช้ลีนุกซ์ รันอยู่เบื้องหลัง ไม่จำเป็นต้องพึงพาวินโดวส์ในการทำงาน การที่ใช้โปรกรมโอเพนซอร์ส ที่รูปแบบการใช้งานใกล้เคียงกับที่ใช้บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ วิศวกรระบบไอทีก็จัดการ ตั้งค่าได้ง่ายขึ้นถือเป็นการตอบโจทย์ของการทำไอทีไฮบริดจ์ โดยการทำซิเคียวริตี้เก่งหรือไม่เก่ง ตัวชื่อเป็นแค่ลูกเล่นในการทำตลาด แต่ในการใช้งานจริงหากมีการออกแบบ และวางระบบโครงสร้างด้านไอทีที่ดีแล้ว ความปลอดัยก็จะเกิดขึ้นได้เหมือนกัน

IT Digest: มุมมองที่มีต่อการลงทุนด้านไอทีขององค์กราครัฐ และเอกชนในปี 2552

พิรุณ:ที่ผ่านมาการลงทุนด้านไอทีลดลงทั้ง 2 ฝั่ง าคเอกชนอยู่ในช่วงรัดเข็มขัด งบน้อยไม่กล้าที่จะลงทุนมาก จะเลือกเฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้น ส่วนาครัฐจะมีการจัดงบมาสำหรับจัดซื้อจัดจ้างในโครงการต่างๆ อยู่แล้ว แต่เมื่อเทียบกับปี 2551 ขนาดของโครงการ และมูลค่าในการจัดซื้ออาจจะน้อยกว่า หรือใกล้เคียงกัน โครงการขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกต์ปีนี้มีไม่มาก

าคเอกชนเมื่อดูแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มโรงงาน และอุตสาหกรรมการผลิต ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจค่อนข้างรุนแรง รวมไปถึงกลุ่มที่ทำธุรกิจส่งอออก ชะลอการใช้จ่ายแบบเห็นได้ชัด แม้แต่ในส่วนของคู่ค้าด้านไอที ที่ดับลิวเทคเป็นพันธมิตรอยู่ ยังมีการปลดคนงานในส่วนที่ไม่จำเป็นเช่นเดียวกัน โดยบริษัทฯ พยายามระมัดระวังในการทำธุกิจ แต่เชื่อว่าไม่น่าร้ายแรงเหมือนกับสมัยวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540

IT Digest: มองการสนับสนุนอุตสาหกรรมด้านไอทีของรัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง

พิรุณ:เนื่องจากที่ผ่านมาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของประเทศไทย เสียดูลการค้ากับประเทศฝั่งตะวันตกมาก ส่วนตัวจึงมีความเห็นว่าบางที ถ้าประเทศไทยมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้ายในประเทศเอง โดยความร่วมมือระหว่างาครัฐ และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ในประเทศ ก็จะสามารถช่วยลดเงินตราที่รั่วไหลออกไปต่างประเทศได้ แต่ตัวซอฟต์แวร์ที่จะเอามาใช้ หรือเอามาพัฒนาต้องมีคนเก่งๆ ทำ และต้องมีมาตราการลดหย่อนทางาษีแก่ บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ไทย และบริษัทที่นำเอาซอฟต์แวร์ของคนไทยไปใช้งาน

หากทำได้จะถือได้ว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอย่างแท้จริง ตรงจุดนี้อยากให้คนไทยทุกคนช่วยกันสนับสนุน ซอฟต์แวร์ที่ผลิตโดยคนไทย เพราะแม้แต่ในต่างประเทศยังมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้เอง เช่น เยอรมนี ในบางเมืองนำเอาโอเพนซอร์สมาใช้ในการบริหารราชการเช่นกัน แสดงว่าชาวต่างชาติก็ใช้โอเพนซอร์สเพื่อลดต้นทุนได้ ไม่ต้องซื้อของแพงๆ ใช้งาน หากเราไม่สนับสนุนคนไทย ในอนาคตก็จะไม่มีคนเก่งๆ เข้ามาทำงานกับบริษัทไอที เพราะรายได้ หรือผลตอบแทนไม่เท่ากับการทำงานในสถาบันการเงิน หรือ บริษัทซอฟต์แวร์ข้ามชาติ

IT Digest: แนวโน้มของเทรนด์การใช้เว็บแอพลิเคชัน เพื่อทำงานายในองค์กร ส่วนตัวมีความเห็นอย่างไร

พิรุณ:เว็บ แอพลิเคชัน กำลังเป็นเทรนด์การใช้งานไอทีที่มาแรง เพราะมีการทำงานผ่านระบบปฏิบัติการบนเว็บบราวเซอร์ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จึงทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา แต่ขณะนี้คนยังกังวลเรื่องความปลอดัย เมื่อต้องนำข้อมูลส่งผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่เมื่อมีการนำเอาโซลูชั่นการเข้ารหัสปกป้องข้อมูลที่อยู่ในฮาร์ดดิสก์ คนก็จะไม่กลัวที่จะหันมาใช้งาน แล้วยังจะเป็นการผลักดันให้มีการใช้งานลีนุกซ์มากขึ้น แต่ว่าาพที่กล่าวมานั้นอาจต้องรอไปอีก 20 ปี

เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้การทำธุรกิซอฟต์แวร์แบบคิดเงินจากจำนวนสิทธิ์การใช้งาน หรือ ขายไลเซนส์ จะไม่ใช่ทางเลือกสำหรับองค์กรยุคใหม่ โดยองค์กรที่มีเงินพร้อมจ่ายมากพอจะซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ราคาแพงคงมีอยู่ไม่มาก และซอฟต์แวร์ถ้าไม่ดีจริงก็จะขายไม่ได้ ถ้าขายแพงก็จะเจอกับปัญหาซอฟต์แวร์เถื่อน

ขณะนี้ ผู้ผลิตซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ จะมีการร่วมมือกันก่อนผลิตโปรแกรมใหม่ๆ ออกมา และโปรแกรมใหม่ๆ มักต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สเปกสูงขึ้นเรื่อยๆ หากต้องารใช้ซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ผู้ใช้งานต้องซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ควบคู่กัน กลายเป็นการลงทุนเกินความจำเป็น แนวคิดการใช้เว็บแอพลิเคชัน จึงเข้ามาตอบสนอง เพราะทุกอย่างอยู่บนเว็บเบส เทคโนโลยี อาทิ กูเกิ้ลแอพส์ (Google Apps)ที่กำลังได้รับความนิยม เป็นต้น

IT Digest:มีอะไรฝากถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์บ้าง

พิรุณ:สำหรับ ดับบลิวเทคเราเป็นบริษัทไอทีที่ดำเนินงานดดยคนไทย 100% และยังเป็นเอสไอที่เน้นการนำเสนอสินค้าและโซลูชั่นที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจ เช่นการเพิ่มความปลอดัยด้วยอุปกรณ์ไอที ซิเคียวริตี้ หรือเข้าไปช่วยลดต้นทุนด้วยไอทีไฮบริดจ์ ดึงเอาโอเพนซอร์สมาลดต้นทุน เทคโนโลยีเวอร์ชวลไลเซชั่น ลดการซื้อฮาร์ดแวร์จำนวนมากๆ แล้วหันมาซื้อเครื่องที่รองรับการใช้งานได้มากที่สุดเครื่องเดียว เป็นต้น

ขณะเดียวกัน บางทีการซื้อสินค้าที่มีราคาถูกที่สุด หรือได้ราคาที่เสนอมาต่ำที่สุด ก็ใช่ว่าจะได้โซลูชั่นที่ดี หรือประหยัดได้จริง แต่ต้องมองไปถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะตามมาในายหลัง เชื่อได้ว่าพ่อค้าคงไม่ยอมขาดทุนแน่ๆ การยอมจ่ายแพงขึ้นอีกเล็กน้อย เพื่อให้ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีกว่า อาจเป็นคำตอบใหม่สำหรับการลงทุนไอทีในยุคนี้ก็ได้…..

การกลับมาของ e-Commerce ทางเลือกธุรกิจยุคศก.ชะลอตัว

มิถุนายน 4th, 2009

hosting ,โฮสติ้ง , host ,โฮสต์ ,domainname ,โดเมนเนม ,webdesign , ทำเวบ , จัดทำเวบ , อยากทำเวบสาวะผันผวนและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน กลายเป็นแรงผลักดันที่สำคัญ ก่อให้เกิดช่องทางดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่จำนวนมาก ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เครื่องมือชิ้นสำคัญ ที่แทรกตัวอยู่ในสังคมและมีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเทคโนโลยีรวมกับแนวคิดทางธุรกิจ จึงก่อให้เกิดรายได้ ที่ใช้ต้นทุนต่ำ ความเสี่ยงน้อย และสะดวกในการดำเนินการ บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่เรียกว่า “ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์” หรือ e-Commerce

หากจะเปลี่ยนสถานะจากผู้ซื้อ เป็นผู้ขาย หรือผู้ประกอบการรายใหญ่ สามารถทำได้ง่ายๆ ายใต้ธุรกิจดังกล่าว เนื่องจาก ปัจจุบันมีผู้ให้บริการเพื่อดำเนินธุรกิจดังกล่าวอย่างครบวงจรเป็นจำนวนไม่น้อย ให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ได้เลือกใช้บริการ และยิ่งมีแนวโน้มว่า ธุรกิจดังกล่าวจะมีอัตราการเติบโตในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง จากสิ่งเร้าต่างๆ อาทิ ปัญหาเศรษฐกิจและความเสี่ยงต่างๆ ายในสังคม…

นางสาวพิมพ์พร นรินทร์โทผู้จัดการฝ่ายอบรมสัมมนา บริษัท ตลาด ดอท คอม จำกัด ให้ความเห็นถึงาพรวมของการทำธุรกิจออนไลน์ว่า การทำธุรกิจผ่านระบบออนไลน์ หรือ e-Commerce ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวใช้ต้นทุนต่ำ และสะดวกในการดำเนินการ มากกว่าธุรกิจทั่วไป เชื่อว่าในปี 2552 นี้ ธุรกิจ e-Commerce ในประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 20% จากพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของผู้บริโคที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความสะดวกในการชำระค่าสินค้าผ่านระบบ หรือบัตรประเทต่างๆ ที่สะดวกและปลอดัย ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ที่กระตุ้นให้ธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตเติบโตอย่างรวดเร็ว

ผู้จัดการฝ่ายอบรมสัมมนา ของตลาดดอทคอม อธิบายต่อว่า แนวโน้มการทำธุรกิจออนไลน์ในปี 2552 จะมีธุรกิจประเทใหม่ที่เรียกว่า Affiliate Marketing (ตัวแทนขายสินค้า) เพื่อประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ให้แก่พันธมิตรทางธุรกิจ โดยไม่ต้องลงทุนและดำเนินธุรกิจเอง ปัจจุบันมีธุรกิจออนไลน์จำนวนมาก การสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโคเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบธุรกิจออนไลน์ควรกระทำ โดยการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับกรมธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่คิดค่าใช้จ่ายเพียง 50 บาทตลอดชีพ เพื่อนำสัญลักษณ์จากกรมธุรกิจการค้ามาแสดงบนเว็บไซต์ และเลือกใช้บริการชำระเงินออนไลน์จากบริษัทที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับ

นางสาวพิมพ์พร ให้ความเห็นอีกว่า ในการทำ e-Commerce นั้น ผู้ประกอบการต้องศึกษาข้อมูลโดยละเอียด ขณะนี้ มีผู้ให้บริการจำนวนมากที่มีบริการครอบคลุมธุรกิจออนไลน์ ให้ผู้ที่สนใจและต้องการเริ่มทำธุรกิจได้เลือกใช้บริการ ส่วนผู้บริโคที่ต้องการเลือกซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ควรเลือกร้านค้าที่มีความน่าเชื่อถือ และมีเครื่องหมายทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการพิจารณาเงื่อนไขการชำระเงินและจัดส่งสินค้าที่สามารถตรวจสอบขั้นตอนได้

ด้านนายวีรวัฒน์ หงษ์สิทธิวงศ์รองประธานบริหาร ฝ่าย Search & Marketplace บริษัท สนุก ออนไลน์ จำกัด แสดงความเห็นว่า ธุรกิจออนไลน์ในปี 2552-2553 มีเนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งส่วนของผู้ซื้อและผู้ขาย จากความผันผวนทางเศรษฐกิจ ที่ส่งผลให้คนจำนวนมากเลือกใช้ระบบอินเทอร์เน็ต เป็นช่องทางสร้างรายได้และเป็นเครื่องมือในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีและความสะดวกสบายที่ได้รับ อุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ e-Commerce ในประเทศไทยคือ ความน่าเชื่อถือของผู้ขาย-ผู้ซื้อ และระบบชำระเงิน ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

รองประธานบริหาร ฝ่าย Search & Marketplace บริษัท สนุก ออนไลน์ ให้ข้อมูลต่อว่า ผู้ประกอบการสามารถสร้างความเชื่อถือให้ผู้บริโคได้หลายช่องทาง อาทิ การทำ Feedback Score และระบบยืนยันตัวตน ด้วยหมายเลขบัตรประชาชนหรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ เชื่อว่าการให้ความรู้แก่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต จะช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวมีต้นทุนและความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจต่ำ การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้บริโคนั้น สามารถพิจารณาจากข้อมูลที่ปรากฎบนเว็บไซต์ว่ามีความทันสมัยเพียงใด

นายวีรวัฒน์ แสดงความเห็นอีกว่า การพัฒนาและปรับปรุงระบบ เป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจออนไลน์ที่ผู้ประกอบการต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโค ตนเชื่อว่าจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจ e-Commerce นั้น ควรเริ่มต้นจากการเป็นผู้ซื้อที่ดี เพื่อสร้างความชำนาญในการใช้และเข้าใจระบบการซื้อ-ขาย หรือเริ่มจากการทดลองขายสินค้าที่ทำด้วยตนเองก่อนลงทุนทำธุรกิจจริง และสร้างความประทับใจให้ผู้ซื้อ เช่น การส่งของที่ระลึกหรือส่งด่วนให้แก่ลูกค้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำ และปฏิบัติตนเป็นผู้ขายที่จริงใจและซื่อสัตย์ต่อผู้บริโค เนื่องจากการทำธุรกิจทุกประเท จำเป็นต้องใช้ความตั้งใจและอดทนในการดำเนินธุรกิจ จึงจะประสบความสำเร็จ

ส่วน นายสมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เพย์สบาย จำกัด และ กรรมการ สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย อธิบายว่า ขณะนี้รูปแบบของการทำธุรกิจ e-Commerce แบ่งได้เป็น 2 ประเท ได้แก่ การดำเนินธุรกิจด้วยตนเองและดำเนินธุรกิจผ่านผู้ให้บริการ ายใต้ปัจจัย 4 ประการ คือ ความพร้อมในการดำเนินการ เวลา เงินทุน และระบบการชำระเงินที่น่าเชื่อถือ ด้วยระบบความปลอดัยที่สามารถตรวจสอบได้ และระบบสนับสนุนการชำระเงินที่มีประสิทธิาพและมีช่องทางหลากหลาย

ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เพย์สบาย อธิบายต่อว่า ปัญหาของการชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ที่พบว่าลูกค้าร้องรียนบริษัทฯ คือ ปัญหาในการชำระค่าสินค้าของผู้ซื้อ ที่อาจมีการสั่งจ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ไม่ใช่ของตนและปัญหาจากการสั่งจ่ายผ่านเช็ค รวมถึงปัญหาความไม่เข้าใจในขั้นตอนการดำเนินงาน สิ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจออนไลน์ได้รับความนิยม อาจมาจากข้อจำกัดต่างๆ ได้แก่ เวลา ระยะทาง หรือการเดินทาง ที่เห็นได้ชัดเจนในต่างประเทศ เป็นปัจจัยให้เกิดการทำธุรกิจผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและรับได้รับความนิยมอย่างสูง ขณะที่ ประเทศไทยไม่มีข้อจำกัดดังกล่าวมากนัก ทำให้ธุรกิจออนไลน์ยังไม่ได้รับความนิยมมากเท่าที่ควร

ด้วยมุมมองของผู้ประกอบการ ที่คาดการณ์ถึงแนวโน้มธุรกิจ e-Commerce ในทิศทางที่ดี อาจช่วยจุดประกายและกระตุ้นให้ผู้ที่คิดจะลงทุน เกิดการตัดสินใจและนำคำบอกกล่าว จากประสบการณ์ในการคลุกคลีกับธุรกิจออนไลน์ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ไม่ยากนัก ทั้งเทคโนโลยีและข้อมูลที่ครบถ้วน ผ่านรูปแบบการดำเนินงานที่สะดวก รวดเร็ว และสามารถเข้าถึงผู้บริโคได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านเครือข่ายสังคมบนโลกอินเทอร์เน็ตนี้ อาจสร้างความชัดเจนให้แก่วงการธุรกิจ e-Commerce ได้กลับมาตื่นตัวอีกครั้ง หลังจากเปิดตัวมานานกว่า 5 ปี ไม่แน่ว่า ธุรกิจที่มีต้นทุนต่ำนี้ อาจขยายความนิยมและสามารถครองใจผู้บริโค ได้มากกว่าธุรกิจประเทอื่นที่มีขณะนี้ก็เป็นได้…